หน้าแรก เศรษฐกิจ แรงสั่นสะเทือ...

แรงสั่นสะเทือนจากฮอร์มุซ ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมไทย

22.04.26 | 13:27 น.

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถึงปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแรงปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ได้แปรสภาพเป็นแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจที่กระจายตัวไปทั่วโลก และกำลังส่งผลกระทบมายังภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำหรับการขนส่งน้ำมันดิบมากกว่าหนึ่งในสามของโลกถูกปิดลง ผลลัพธ์ที่ตามมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังลุกลามเป็นผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมในทุกมิติ ดังนี้

⦁ผลกระทบทางตรง: เมื่อวัตถุดิบเริ่มสะดุด

ผลกระทบทางตรงจากวิกฤตตะวันออกกลางกำลังแสดงผลอย่างชัดเจนในภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน โดยไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 3 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือเกินครึ่งหนึ่งของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ขณะเดียวกันยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) ผ่านเส้นทางเดียวกันกว่า 2.2 ล้านตันต่อปี หรือราวหนึ่งในสี่ของการนำเข้า LNG ทั้งประเทศ

หากความขัดแย้งยังอยู่ในวงจำกัด โรงกลั่นน้ำมันไทยอาจได้อานิสงส์ระยะสั้นจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น แต่สำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาขายไม่สามารถปรับขึ้นได้ทันจากข้อจำกัดด้านมาตรการควบคุมราคาจากภาครัฐ

Advertisement

นอกจากนี้ ในกรณีเลวร้าย หากความตึงเครียดบานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค ต้นทุนพลังงานที่พุ่งแรงอาจกระทบค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โรงงานปิโตรเคมีและพลาสติกอาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญจะได้รับผลกระทบทางตรงจากการขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นเช่นกัน เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าของไทยกว่า 60% ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง

นอกเหนือจากพลังงาน สินค้านำเข้าอื่นจากตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ยเคมี ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางด้วยสัดส่วนสูงถึงหนึ่งในสามของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด ก็อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคเกษตรกรรม ขณะที่อะลูมิเนียมซึ่งไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางราว 10% ก็อาจส่งแรงสะเทือนไปถึงภาคการผลิตและก่อสร้างเช่นกัน

⦁ผลกระทบทางอ้อม: เมื่อต้นทุนพลังงาน การค้า โลจิสติกส์ กดดันอุตสาหกรรมไทย

หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ ในระยะต่อไปผลกระทบทางอ้อมจะเริ่มชัดเจนขึ้น โดยประการแรก คือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งแรงกดดันเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้น โดยพบว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปิโตรเลียมและไฟฟ้าสูงถึงกว่า 44% ของต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด สะท้อนว่าโรงไฟฟ้าไทยเผชิญแรงกดดันทั้งทางตรงจากความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ และทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่กลุ่มแร่โลหะซึ่งได้รับผลกระทบรองลงมาส่งแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์อาหาร (กระป๋อง) นอกจากนี้ ผลกระทบยังขยายไปถึงกลุ่มปูนซีเมนต์และการขนส่ง รวมไปถึงภาคเกษตรกรรม ประมง และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมที่มีความเสี่ยงต่อค่าไฟฟ้าที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น

ผลกระทบทางอ้อมประการที่สอง คือความเสี่ยงจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในตลาดส่งออก แม้ไทยจะเป็นผู้นำเข้าสุทธิจากตะวันออกกลาง แต่ภูมิภาคนี้ก็เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่มีความสำคัญ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบกำลังซื้อ ผู้ส่งออกไทยย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูงและมีมูลค่าส่งออกสูง เช่น รถยนต์นั่ง รถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ ยางล้อ และเครื่องประดับ

ขณะที่สินค้าอาหารและสินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่ม เช่น ทูน่า ข้าว ผลไม้แปรรูป แผ่นไม้ และตู้เย็น ก็อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากคำสั่งซื้อที่มีความเสี่ยงจะชะลอตัว ส่วนกลุ่มที่พึ่งพาตลาดนี้ไม่มากแต่มีมูลค่าส่งออกสูง เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และสมาร์ทโฟน แม้ผลกระทบจะจำกัดกว่า แต่ก็ยังต้องจับตาความเสี่ยงด้านอุปสงค์ในระยะถัดไป

ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมประการสุดท้าย คือภาวะชะงักงันด้านระบบโลจิสติกส์ (Logistics Disruptions) โดยการปิดเส้นทางยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลางสร้างอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าทางเรือ ส่งผลให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าขายปลีก รวมถึงสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่ายในตู้แช่เย็นซึ่งมีความเสี่ยงเสียหายสูง นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงยังนำไปสู่การปิดน่านฟ้าในหลายพื้นที่ซึ่งกระทบต่อธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกหรือจำเป็นต้องบินอ้อมเส้นทาง

⦁มาตรการภาครัฐของไทยอาจช่วย “ซื้อเวลา” ได้บ้าง แต่ไม่ตลอดไป

ภาครัฐได้เตรียมมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งการสำรองน้ำมันที่เพียงพอประมาณ 90-95 วัน การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และมาเลเซีย รวมถึงการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาพลังงานในประเทศ อีกทั้งยังมีการเร่งจัดหา LNG จากแหล่งใหม่ เช่น สหรัฐ และเมียนมา เพื่อเสริมปริมาณเชื้อเพลิงในระบบการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อก็อาจไม่สามารถชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมด

⦁สรุป: บททดสอบของไทยระยะยาว ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้กำลังตอกย้ำข้อจำกัดสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย กล่าวคือ อุตสาหกรรมจำนวนมากยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนอ่อนไหวต่อความผันผวนจากภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาพลังงานพุ่งขึ้นและห่วงโซ่อุปทานสะดุด ผู้ประกอบการจึงต้องเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและข้อจำกัดในการปรับราคาขาย ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขันในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านอุปสงค์และโลจิสติกส์ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการวางแผนการผลิตและการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งปรับตัว ทั้งเร่งประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน สำรองวัตถุดิบ กระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตสำคัญ และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางโลกที่ผันผวนมากขึ้นทุกวัน