หน้าแรก เศรษฐกิจ ดัชนีเชื่อมั่...

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มี.ค.69 วูบ พิษดีเซลพุ่งเกิน 40 บาท ดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งอ่วม

22.04.26 | 12:13 น.

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มี.ค.69 วูบ พิษดีเซลพุ่งเกิน 40 บาท ดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งอ่วม

เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย ถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมีนาคม 2569 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 88.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

นายนาวา กล่าวว่า การปรับตัวลดลงมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น กระทบต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์ไม้

นายนาวา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นแตะ 40.74 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 36.07% จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนในภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Supply Shock) อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และกดดันให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาปรับราคาสินค้า รวมถึงทำให้กระบวนการขนส่งล่าช้า

นายนาวา กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม (Surcharge) รวมถึงปัญหาสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถขนส่งไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ ยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมยังมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ งาน Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม–5 เมษายน 2569 และงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 ระหว่างวันที่ 19–22 มีนาคม 2569 ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

นายนาวา กล่าวว่า อีกทั้ง มาตรการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B7 และการกำหนดราคาน้ำมัน E20 ให้ต่ำกว่า E10 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร ยังช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงชีวภาพ ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 5.55% จากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม 2569 มาอยู่ที่ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลดีต่อภาคการส่งออก

Advertisement

นายนาวา กล่าวว่า จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,311 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ปัจจัยที่มีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 71.9% เศรษฐกิจโลก 69.8% เศรษฐกิจในประเทศ 57.7% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% ขณะที่ความกังวลที่ลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน 43.8% นโยบายภาครัฐ 33.6% และการเข้าถึงสินเชื่อ 24.8% ส่วนดัชนีคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ลดลงจาก 97.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งจะกดดันห่วงโซ่อุปทาน โลจิสติกส์ ภาคการผลิต และภาคการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย ตามทิศทางราคาพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

นายนาวา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย อาจกดดันการส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ อาหาร เครื่องปรับอากาศ เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ไม้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมออกมาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ และรักษาเสถียรภาพการผลิต

นายนาวา กล่าวว่า ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ได้แก่ 1. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs และภาคขนส่ง 2. ขอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) รวมทั้งการบริหารจัดการเที่ยววิ่งขากลับ (Backhauling Management) เพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่าซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่ง 3. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัตถุดิบในประเทศและแหล่งวัตถุดิบทางเลือก เช่น เม็ดพลาสติก โดยจัดทำเป็น Dashboard เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการวัตถุดิบและลดผลกระทบจาก Supply Shock