เอกนิติ เผยรอเกลี่ยงบ 69-70 ก่อน ยันพ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ทางเลือกสุดท้าย
เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ เกี่ยวกับการออกพ.ร.ก.เงินกู้และขยายเพดานหนี้เงินสาธารณะ โดยสรุประบุว่ารอให้มีการเกลี่ยงบปี 2569-2570 เสร็จแล้วถ้างบประมาณยังไม่เพียงพอขณะที่สถานการณ์โลกยังคงยืดเยื้อ ก็จะใช้การขยายเพดานหนื้สาธารณะและออกพ.ร.ก.กู้เงินซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยมีรายละเอียด ดังนี้
นายเอกนิติ กล่าวถึงการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ของจีดีพีเป็น 75% ว่า ตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของจีดีพีจากเพดาน 70% จึงยังมีช่องว่างอยู่ 4% หรือ 8 แสนล้านที่สามารถกู้ได้อีก ซึ่งพดานดังกล่าว ออกโดยคณะกรรมการการคลังซึ่งสามารถปรับขึ้นลงได้ ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงโควิด ได้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ขึ้นมาเป็น 70%
เมื่อถูกถามว่าจะมีการกู้เท่าไรและจะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า เราต้องดูภาพรวมความสมดุลทั้งหมด เพราะต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน 1.เริ่มจากดูงบประมาณ โดยต้องใช้งบให้มีประสิทธิภาพที่สุด เริ่มจากงบประมาณ ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้รับจัดสรรงบประมาณไปแล้วยังไม่มีการเบิกจ่ายทั้งที่ปีงบฯ 2569 ผ่านมาเกินครึ่งปีแล้ว ก็ให้เดดไลน์ถึง 30 เมษายน ถ้ายังไม่มีการเบิกจ่ายก็จะดึงงบประมาณมาเป็นงบกลาง เพื่อนำมาใช้แก้ไขวิกฤตการสู้รบตะวันออกกลาง เยียวยากลุ่มเปราะบางก่อน ซึ่งวันที่ 30 เมษายนก็รู้แล้วว่าหน่วยงานไหนยังไม่ได้ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง 2.รื้อการจัดทำงบประมาณปีงบประมาณ 2570 ใหม่ซึ่งขณะนี้เราเริ่มทำงบปี 2570 อยู่ ก็จะดำเนินการตามที่นายกฯ ให้นโยบาย คือตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบพัฒนาจังหวัด งบก่อสร้างตึกใหม่ เปลี่ยนไปใช้การเช่าภาคเอกชนแทน เพื่อนำเงินมาดูแลประชาชนและฟื้นฟูประเทศ
3.วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ยาว ถึงแม้จะมีการเจรจากันได้แต่ราคาน้ำมันอาจไม่กลับมาถูกเหมือนเดิม ดังนั้นในการประชุม IMF-World Bank (ประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ที่สหรัฐที่ตนเพิ่งกลับมา ตนจึงนำเสนอที่ประชุมซึ่งทุกคนเห็นด้วยว่า 1.ควรช่วยกลุ่มเปราะบาง 2.เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส หลังจบวิกฤตจะได้กลับมาแข็งแรงและทุกคนจะมีงบมาทำเรื่องเปลี่ยนผ่าน ตัวอย่างเช่นประเทศไทยตอนนี้เราเป็นประเทศที่พึ่งพาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่นำเข้าสูงที่สุด เกือบในอาเซียน ดังนั้นต้องใช้งบมาปรับให้มีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เช่น นโยบายโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟ) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟได้แล้ว กำลังดูเรื่องกฎหมายว่าให้สามารถขายคืนไฟส่วนเกินได้ด้วย ถ้าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ ก็ต้องออกเป็นพระราชกำหนดโดยขอใช้จ่ายเงินเพิ่มเติมเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเยียวยา โดยกลุ่มเปราะบาง คือ กลุ่มคนที่รายได้น้อยซึ่งถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนกลุ่มเยียวยาคือกลุ่มคนขับรถบรรทุก ขนส่ง เพราะเราต้องการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้สูงเพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชน
ส่วนที่ถามต่อว่าต้องใช้เงินช่วยทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวเท่าไหร่ นายเอกนิติ ตอบว่าที่ผ่านมา 1 เดือนมีการช่วยไปแล้วซึ่งใช้งบประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่ยังมีกลุ่มเปราะบางอีกหลายกลุ่มที่ต้องดูแล ดังนั้นถ้าสถานการณ์โลกยืดเยื้อ ตนมองว่า 10,000 ล้านบาทไม่น่าจะพอ ขณะนี้จึงไม่สามารถประมาณการตัวเลขที่แน่นอนได้ เพราะต้องดูสถานการณ์โลก อย่างไรก็ตามตนก็ต้องเตรียมตัวเลข เตรียมกระสุนไว้
ถามต่อว่างบประมาณที่ต้องใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่าน เช่นการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด นำรถสันดาปไปแลกรถอีวี เป็นต้น ต้องใช้งบเท่าไหร่ นายเอกนิติ ตอบว่า ตนมอบให้กรมสรรพามิตศึกษาตัวเลขให้อยู่ว่าจะเปลี่ยนเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่จะเปลี่ยน มีโซลาร์รูฟ ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยน หน่วยราชการทั้งหมดจะลดค่าไฟไปได้ 20-30% ส่วนรถสันดาป มีทั้งจักรยานยนต์ รถยนต์ ที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้า ตนขอดูภาพใหญ่ซึ่งวันนี้กรมสรรพสามิตกำลังศึกษาตัวเลขอยู่ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ อุดหนุนเท่าไหร่ ตนขอดูตัวเลขก่อน
เมื่อถามว่างบปี 2569 จะโยกไปงบกลางได้เท่าไหร่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เท่าที่ดูข้อมูลเบื้องต้นประมาณ 70,000-100,000 ลาน ซึ่งเมื่อรวมกับงบกลางเดิมที่เหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท ก็จะมีประมาณ 95,000- 125,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ต้องออกเป็นพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งจะต้องผ่าน 2 สภา ส่วนที่ถามว่าจะทันไหมมองว่าเป็นเรื่องด่วน รัฐสภาน่าจะเข้าใจสถานการณ์โลกในขณะนี้
เมื่อถามถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีการวงธงในการรื้องบประมาณอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า การจัดทำงบปี 2570 ภาพรวมแฝงความยั่งยืนทางคลังอยู่ ลดการขาดดุลงบประมาณ และให้หน่วยงานราชการตัดงบที่ไม่จำเป็นออก แล้วนำไปใส่ในหมวดหมู่ที่จำเป็นแทน เช่น นำไปใส่ในงบติดโซลาร์รูฟส่วนราชการ เพื่อลดรายจ่ายในระยะยาว เป็นต้น
ถามต่อว่าจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ จะต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินจะกี่แสนล้านก็แล้วแต่ หรือไม่ จะต้องรอดูการรื้องบ ดูสถานการณ์โลก ถ้าจำเป็นก็จะขยายเพดานและออกพ.ร.ก.กู้เงิน ถูกต้องไหม? นายเอกนิติตอบว่า ใช่ครับ ตนใช้โอกาสในการไปประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบพบบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือและไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ เห็นชัดเจนว่าทุกประเทศไม่ได้กังวลว่าหนี้สาธารณะของเราจะสูง สำคัญว่าถ้าจะกู้เงินมาจะใช้จ่ายอะไร ต้องชัดเจน ซึ่งหนี้สาธารณะของไทยต่ำกว่าทั่วประเทศทั่วโลก ตนเจอรมต.คลังของประเทศกรีซ ท่านบอกดีใจที่หนี้สาธารณะลดจาก 200% เหลือแค่ 130% ตนบอกว่าของไทยหนี้สาธารณะ 66% ท่านบอกว่ายูจะไปวอรี่ทำไม
แล้วหนี้สาธารณะของไทยเราเข้มงวดกว่าประเทศอื่นด้วย ประเทศอื่นหนี้สาธารณะเฉพาะหนี้รัฐบาลส่วนกลาง แต่หนี้สาธารณะของไทยรวมถึงหนี้รัฐวิสาหกิจ หนี้กองทุนฟื้นฟู ตลอดจนหนี้ในอดีตในช่วงวิฤตปี 2540 ด้วย ซึ่ง IMF ประกาศเลยว่านำมาช่วยกลุ่มเปราะบาง 2.เอามาเปลี่ยนผ่าน 3.เอามาปฏิรูปหลังวิกฤตจะได้กลับมาแข็งแรงมากกว่าเดิม ทั้งนี้ต่างชาติเชื่อมั่นประเทศไทย อย่าง มูดี้ส์ ได้ประกาศเมื่อวานปรับมุมุมองเราจากติดลบเป็นเสถียรภาพ

