หน้าแรก เศรษฐกิจ หอการค้าไทย ผ...

หอการค้าไทย ผนึกกำลัง ซีพี-บิ๊กธุรกิจ ประกาศปฏิญญา ‘ระบบตรวจสอบย้อนกลับ’ ชูเกษตรปลอดเผา 

22.04.26 | 17:19 น.

หอการค้าไทย ผนึกกำลัง ซีพี-บิ๊กธุรกิจ ประกาศปฏิญญา ‘ระบบตรวจสอบย้อนกลับ’ ชูเกษตรปลอดเผา 

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 22 เมษายน หอการค้าไทย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มิตรผล เนสท์เล่ ข้าวหงษ์ทอง รวมถึงภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม กว่า 100 องค์กร ร่วมกันประกาศปฏิญญาผนึกกำลังขับเคลื่อน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เกษตรปลอดเผา นำไทยยั่งยืน ซึ่งมีสาระสำคัญ 7 ข้อ ประกอบด้วย การมุ่งสู่การไม่เผา การขับเคลื่อน Traceability ครอบคลุม 100% การส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากล การสร้างการมีส่วนร่วมตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องในวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี หอการค้าไทยซึ่งมี 170 สมาคมการค้า สมาชิกกว่า 2.5 แสนราย ผนึกกำลังประกาศนำ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับ” มาใช้กำหนดมาตรฐานกลางร่วมกัน หลังตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้หยุดซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา ทั้งยังได้ยื่นหนังสือไปแล้วว่าเราสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพียงแต่ว่ามีการเสนอให้ปรับในบางข้อที่เรามองว่าไม่สามารถทำได้จริง อยากให้รับฟังเสียงจากภาคเอกชนด้วย

“การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ทำให้สามารถตรวจสอบที่มาของสินค้าเกษตรว่ามาจากไหน มีการเผาหรือไม่ ซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจและตระหนักว่าผลกระทบที่เกิดจากการเผานั้นส่งถึงลูกหลานเรา และฝากถึงรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาจริงจัง อุดหนุนสินค้าเกษตรกรได้แต่ต้องเป็นสินค้าที่มีการควบคุมด้วย” ดร.พจน์ กล่าวและว่า “การหยุดซื้อสินค้าที่มีการเผา เราไม่ได้มองที่มูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่มองถึงเรื่องชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ เพราะตอนนี้วิกฤตฝุ่นพังหมดทั้งสุขภาพและการท่องเที่ยว วันนี้สำหรับคนไทย บริษัทไทย นี่คือเรื่องใหญ่ที่เราต้องตระหนัก ซึ่งภาคเอกชนก็พร้อมให้ความร่วมมือ”

Advertisement

ด้าน นายฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เผยว่า ในนามของภาคเอกชน เครือเจริญโภคภัณฑ์มีการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีความยั่งยืน ปราศจากการเผา ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยยืนยันว่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ผู้รวบรวม ไปจนถึงโรงงาน ผ่านเทคโนโลยีดาวเทียม การตรวจจับจุดความร้อน (hotspot) และบล็อกเชน พร้อมการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ เพื่อยืนยันว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทุกล็อตต้องตรวจสอบที่มาได้ และไม่เกี่ยวข้องกับการเผาหรือการรุกพื้นที่ป่า บริษัทยังกำหนดเงื่อนไขด้วยว่า ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งในทางหนึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการยกระดับคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่สะท้อนไปถึงเรื่องราคาเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับ น.ส.สลิลลา สีหพันธุ์ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่เผยว่า วัตถุดิบหลักของเนสท์เล่คือ เมล็ดกาแฟ ซึ่งบริษัทมีแผนงานและกติกาที่ชัดเจนว่า ไม่รับซื้อวัตถุดิบที่มีการเผา นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกรมุ่ง “ฟื้นฟู” สิ่งแวดล้อมด้วย ซี่งการจะเกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosytem) ที่ยั่งยืน 100%  บริษัทเดียวทำไม่ได้ ทุกคนในห่วงโซ่อุปทานต้องร่วมมือกัน

ด้าน ดร.วัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด เจ้าของแบรนด์ข้าวหงษ์ทอง กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจข้าวที่เชื่อมโยงกับตลาดส่งออก ทำให้ความโปร่งใสของแหล่งที่มาเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค บริษัทจึงนำระบบ Traceability มาใช้ในกระบวนการจัดหาและการผลิต เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบได้อย่างครบถ้วน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพิธีประกาศปฏิญญาดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้รับซื้อวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ไปจนถึงผู้แปรรูปและผู้ส่งออก โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร เช่น มิตรผล เนสท์เล่ เจียเม้ง–ข้าวหงษ์ทอง ข้าวตราฉัตร เอสแอนด์พี น้ำตาลสระบุรี กรุงเทพโปรดิวส์ และเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์ ไปจนถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยแม่โจ้

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ ธ.ก.ส. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หน่วยงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบ เช่น บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท คอนโทรล ยูเนี่ยน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคมและสมาคมต่าง ๆ อาทิ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สมาคมทุเรียนไทย และบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เป็นต้น