ทางออก : ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
การศึกษาพัฒนา‘ศักยภาพแรงงานไทย’
ประเทศไทยเผชิญกับ “กับดักรายได้ปานกลาง” มานานเกือบ 4 ทศวรรษ นับจากที่ ธนาคารโลก จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-สูง (Upper-middle-income) ตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบัน
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง มาจาก รายได้น้อย การจะเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากรให้เพิ่มขึ้น คือ ต้องเพิ่มทักษะฝีมือของแรงงานให้มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร เมื่อต้องเพิ่มทักษะและฝีมือแรงงาน มหาวิทยาลัยในฐานะองค์กรแห่งความรู้ ต้องเปลี่ยนขอบเขตการทำงานของตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำหน้าที่เฉพาะการให้การศึกษากับนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่มีบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนมากขึ้น โดยทำหน้าที่พัฒนาทักษะและเพิ่มพูนองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับแรงงานและ ประชาชนทั่วไป
จากแนวคิดดังกล่าว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้ง วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน (Chula XL) เป็นวิทยาลัย นำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาฯ (Chula Lifelong Learning Ecosystem) โดย Chula XL เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ระบบดังกล่าวเติบโตจากความร่วมมือของคณะและส่วนงานภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดสู่การจัดตั้งวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคใหม่ ทั้งนี้ Chula XL ไม่เพียงขยายโอกาสทางการศึกษา แต่เป็นกลไกสำคัญพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ ให้มีสมรรถนะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถต่อยอดองค์ความรู้ สร้างคุณค่าให้ตนเอง และปรับตัวได้อย่างเท่าทันอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Impactful Growth” ของจุฬาฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างรอบด้านและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยกับแนวคิด‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’
จาก Chula XL และแนวคิดสร้างแรงงานมีฝีมือ ตอบโจทย์กับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ในฐานะที่เป็นประธาน ASEM LLL (The Asia-Europe Meeting Education and Research Hub for Lifelong Learning) ระบุว่า แนวคิดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตในปัจจุบันของผู้คนทั่วโลก การจัดตั้งองค์กรอย่าง ASEM LLL ปี 2548 มีเป้าหมายจะพัฒนาองค์ความรู้ และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในเอเชียและยุโรป มาบูรณาการร่วมกันและพัฒนาองค์ความรู้สู่ภาคประชาชน เป็นโอกาสขับเคลื่อนและสร้างคุณค่าการพัฒนาฝีมือแรงงานในทุกภูมิภาค
“การเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องการพัฒนาและต่อยอดสร้างแรงงานคุณภาพและมีคุณค่า รวมถึงการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพภายในสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ เป็นพันธกิจ
ของทุกมหาวิทยาลัย และเป็นพันธกิจสำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับแรงงานไทย”
เพื่อเสริมทักษะการเรียนรู้ของแรงงานไทย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศเล่าว่า จุฬาฯได้เปิดพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ให้กับแรงงานได้เข้ามาเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะการทำงาน โดยจะจัดงานวันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2569 ใช้พื้นที่สยามสแควร์ เปิดโอกาสให้แรงงานใช้บริการทั้งการตรวจสุขภาพฟรี พร้อมกับการเรียนรู้และเพิ่มทักษะการทำงาน ทั้งการบริหารการเงิน การตลาด กฎหมาย จนถึงเรื่องสังคม โดยคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย จะมาออกบูธให้ความรู้กับแรงงาน ในงานวันแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้ ไม่แค่เปิดโอกาสให้แรงงานตรวจสุขภาพและเพิ่มพูนความรู้ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ยังเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์การทำงานจริงของนิสิตของมหาวิทยาลัย และแบ่งปันองค์ความรู้ที่มีกับประชาชน ซึ่งเป็นการจัดต่อเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จในปี 2568 ที่มีแรงงานเข้าร่วมงานกว่า 1.3 ล้านคน
“ในฐานะมหาวิทยาลัยของประเทศ เรามีหน้าที่และเป็นส่วนหนึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง และพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศทุกระดับ ให้ก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง และสร้างมิติใหม่ให้กับประเทศ เพราะการจะขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” สู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ คุณภาพของแรงงานและประชากรของประเทศ คือ หัวใจสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่สถาบันการศึกษาต้องทำหน้าที่ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่ภาคประชาชน นอกเหนือจากนิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัย” ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศกล่าว
เพิ่มสมรรถภาพแรงงาน ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
จากผลการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงานของไทย (Adult SkillsAssessment in Thailand : ASAT) โดยธนาคารโลก ในปี 2565 เผยว่า 64.7% หรือ 2 ใน 3 ของเยาวชนและประชากรวัยแรงงานในไทย (อายุ 15-64 ปี) มีทักษะทุนชีวิตในด้านการรู้หนังสือต่ำกว่าเกณฑ์ นั่นหมายความว่ากลุ่มนี้ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาง่ายๆได้ และประชากรในกลุ่มนี้ 74.1% หรือ 3 ใน 4 ของประชากรในกลุ่มนี้มีทักษะทุนชีวิตด้านดิจิทัลที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หมายถึงกลุ่มนี้มีปัญหาการใช้อุปกรณ์บนคอมพิวเตอร์ ผลจากการที่ประชากรกลุ่มนี้มีทักษะทุนชีวิตต่ำทั้งด้านความรู้หนังสือและด้านดิจิทัล เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก ทำให้กลุ่มนี้ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไทย และทำให้ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง มายาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ
การเพิ่มพูนคุณค่าและทักษะของฝีมือแรงงาน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างสภาพแวดล้อมของการใฝ่รู้ และพร้อมจะเรียนรู้ เพื่อสร้างทักษะและฝีมือของแรงงานไทย และบ่มเพาะทัศนคติเชิงบวกในการพัฒนาตนเอง เมื่อแรงงานมีความอยากจะเรียนรู้ จะทำให้สามารถพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพการทำงานได้ นำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของแรงงาน ตอบโจทย์กับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศระบุว่า การมีแรงงานคุณภาพ จะสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นของแรงงาน จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และเติบโตยั่งยืน เป็นบทบาทของสถาบันการศึกษาทุกแห่ง

