หน้าแรก เศรษฐกิจ ภูเก็ตเจ้าภาพ...

ภูเก็ตเจ้าภาพจัดประชุม‘จีเอสทีซี’ ดันไทยประกาศศักดาผู้นำความยั่งยืนโลก

26.04.26 | 12:11 น.

ภูเก็ตเจ้าภาพจัดประชุม‘จีเอสทีซี’
ดันไทยประกาศศักดาผู้นำความยั่งยืนโลก

ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเทรนด์ในยุคปัจจุบันที่ได้รับความนิยมแบบชั่วครู่หรือชั่วคราวเท่านั้น แต่ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด วางตำแหน่งไว้ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ได้มองเห็นในปลายสายตาอีกต่อไป เนื่องจากโลกในตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตแทบพลิกฝ่ามือ โดยเฉพาะในเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ผ่านภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิม ซึ่งแทบทุกครั้งเราไม่สามารถรับมือกับผลกระทบได้เลย

เพื่อเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ ภาคการท่องเที่ยวไทยที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้มีนโยบายสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างการมุ่งสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่านภาพความชัดเจนคือ การเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2026 (GSTC 2026) หรือจีเอสทีซี ที่ได้เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรม Royal Phuket City Hotel และโรงแรม Courtyard by Marriott Phuket Town จ.ภูเก็ต เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมของผู้นำทางด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจากทั่วโลก ยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนของการท่องเที่ยวของไทยและนานาชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก

ประเทศไทยยืนยันในการมุ่งสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ โดย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเปิดงานบนเวทีการประชุมว่า ทิศทางนโยบายของไทย จากการเติบโตสู่คุณค่าที่ยั่งยืน โดยรัฐบาลไทยได้กำหนดให้ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของวาระการพัฒนาประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์ 10 พลัส” (Thailand 10 Plus) ซึ่งเรากำลังก้าวข้ามการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณสู่โมเดลที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า คุณภาพ และความยั่งยืนในระยะยาว

สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือการบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับการพัฒนาทางวัฒนธรรม โดยการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดกับวัฒนธรรมมากขึ้น เพื่อปลดล็อกมรดกอันล้ำค่าของไทยในฐานะแหล่งที่มาของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) สร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมาย พร้อมกับรักษาส่งต่อเอกลักษณ์ให้แก่คนรุ่นหลัง ขณะเดียวกันก็กำลังขับเคลื่อนโมเดลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ส่งเสริมการเดินทางคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวชุมชน การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อให้แน่ใจว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะไปถึงมือคนในท้องถิ่นโดยตรง

Advertisement

ความยั่งยืนยังถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจด้วย แนวทางที่ยึดถือหลักการง่ายๆ คือความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นโอกาส ภายใต้นโยบาย Green Economy Plus ประเทศไทยส่งเสริมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมอบโอกาสทางเศรษฐกิจที่สดใส เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคส่วนต่างๆ และชุมชน นอกจากนี้ เรากำลังพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตที่เชื่อถือได้เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้แก่ชุมชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนเกษตรกรรมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ อาทิ มลพิษทางอากาศ ความพยายามเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสีเขียวใหม่ ซึ่งการท่องเที่ยวจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนร่วมที่มีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งผู้คน สิ่งแวดล้อม และความมั่งคั่ง

ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะทำให้แน่ใจว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนผ่านการส่งเสริมการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองอย่างจริงจัง เพื่อลดความแออัดในเมืองหลัก พร้อมกับสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น มุ่งเน้นที่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยส่งเสริมการพำนักระยะยาวและประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบและการสร้างความปลอดภัย รวมถึงความเชื่อมั่นที่ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ เดินหน้าเสริมสร้างระบบคุ้มครองนักท่องเที่ยวและยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวทุกคนจะเดินทางได้อย่างมั่นใจ

เพื่อให้การปรับตัวมุ่งสู่ความยั่งยืนนี้สามารถเป็นจริงได้อย่างยั่งยืนเช่นกันนั้น ประเทศไทยต้องมีความสามารถในการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากในโลกปัจจุบันความยั่งยืนต้องหมายถึงความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัว (Resilience) ด้วย ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเสริมสร้างระบบการเตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติ ลงทุนในกลไกเตือนภัยล่วงหน้า และปรับปรุงการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคุณภาพน้ำและอากาศ มาตรการเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางธรรมชาติของเราเท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาความยั่งยืนในระยะยาวของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว

“ความสำคัญที่การจัดประชุมด้านความยั่นยืนอย่างจีเอสทีซี ได้เลือกเป็น จ.ภูเก็ต เนื่องจากภูเก็ตอยู่ในฐานะเป็นตัวอย่างที่มีชีวิต จากการจัดการสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของชุมชน ภูเก็ตยังคงพัฒนาไปสู่โมเดลการท่องเที่ยวที่สมดุลมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงหลักการของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกในทางปฏิบัติ โดยความร่วมมือระดับโลก การประชุมครั้งนี้เป็นมากกว่าการมาพบปะกัน แต่เป็นเวทีสำหรับการดำเนินการร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าความพยายามร่วมกันของเราจะสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สุรศักดิ์กล่าว

เมื่อพูดถึงภาคการท่องเที่ยวไทยแล้ว หน่วยงานที่ขาดไปไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยทุกด้าน โดยเฉพาะการส่งเสริมการตลาดทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและเที่ยวในประเทศ รวมส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยว จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดยแม่ทัพหญิงแกร่ง ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ที่ได้ขึ้นเวทียืนยันความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นของไทย ผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดงาน GSTC 2026 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำคัญระดับโลกในการร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ททท. ในฐานะองค์กรหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมต้อนรับผู้นำระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และกำหนดอนาคตของการท่องเที่ยวให้เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก โดยงานนี้เกิดจากความร่วมมือของ 5 พันธมิตรหลัก ได้แก่ สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) จังหวัดภูเก็ต และมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน (STDF) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ซึ่งการประชุมครั้งนี้มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนนิยามของความยั่งยืนจากสิ่งที่ดูซับซ้อนและท้าทายให้กลายเป็นสิ่งที่นำไปปฏิบัติได้จริง (Practical), บรรลุผลได้ (Achievable) และมีประสิทธิภาพ (Impactful) โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานที่ชัดเจน

ความสำเร็จและความคาดหวังจากการประชุมครั้งนี้ ที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 600 ท่านจากทั่วโลก ทั้งผู้นำเชิงนโยบายและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม โดยมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนเกณฑ์ของจีเอสทีซีให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและประโยชน์ต่อโลกอย่างแท้จริง และขอให้ผู้เข้าร่วมเก็บเกี่ยวความสุขและความทรงจำจากภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่สวยงามและมีความมุ่งมั่นในการลงมือทำ

มีการจัดทำเส้นทางทัศนศึกษาเพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มาพร้อมความยั่งยืน สะท้อนถึงการเดินไปควบคู่กันได้อย่างมั่นคง โดยมีตัวอย่างเส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 การฟื้นฟูสังคมและเศรษฐกิจชุมชน เช่น โรงซีอิ๊วตรากวาง, สวนยางพารา และการทำเกษตรอินทรีย์/ฝึกอาชีพที่เรือนจำบางโจ และเส้นทางที่ 2 เศรษฐกิจทางทะเลและระบบนิเวศ เช่น ภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน, การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง และป่าชายเลน (Blue Carbon Ecosystem)

กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมต้อนรับ (Welcome Dinner) ณ Blue Elephant Phuket ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้ร่วมสัมผัสอัตลักษณ์วัฒนธรรมภาคใต้ของไทย พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ต่อด้วยไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การประชุมหลักในวันที่ 22-23 เมษายน 2569 ครอบคลุมการเสวนาและเวิร์กช็อปในประเด็นสำคัญ อาทิ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ การบริหารจัดการการเติบโตของการท่องเที่ยวอย่างสมดุล การพัฒนาทักษะด้านความยั่งยืน การจัดการขยะในโรงแรม และการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรม Post-Conference Tours ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้แนวทางการท่องเที่ยวยั่งยืนในบริบทจริง ทั้งด้านชุมชน วัฒนธรรม ทรัพยากรทางทะเล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ เพื่อใช้โอกาสให้คุ้มค่ามากที่สุด ททท.ได้ต้อนรับและหารือร่วมกับ อิบราฮิม บิน ซาอิด อัล บูไซดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมรดกและการท่องเที่ยวแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยและโอมาน โดยการหารือสะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-โอมาน ผ่านกรอบ Oman-Thailand Tourism Partnership ครอบคลุมการทำตลาดร่วม (Co-marketing) การสนับสนุนการเชื่อมโยงเส้นทางบิน (Air Connectivity) และการขยายการเดินทางแบบ Two-way Tourism เพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันไทยในฐานะ Medical & Wellness Hub ควบคู่การยกระดับมาตรฐานบริการท่องเที่ยวที่โปร่งใส ปลอดภัย และมีธรรมาภิบาล

จากการเข้าร่วมประชุมและร่วมกิจกรรมเบื้องต้นนั้น ถือเป็นเวลา 3 วันที่อัดแน่นทั้งงานด้านวิชาการและกิจกรรมต่างๆ ถือเป็นการเริ่มต้นเดินหน้าสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง