หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการหนุ...

นักวิชาการหนุนแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 มหาสมุทร ชี้โอกาสทองโลจิสติกส์โลก ย้ำต้องปิดจุดเสี่ยงให้ได้ทั้งหมด

26.04.26 | 18:23 น.

นักวิชาการหนุนแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 มหาสมุทร ชี้โอกาสทองโลจิสติกส์โลก ย้ำต้องปิดจุดเสี่ยงให้ได้ทั้งหมด

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ที่ต้องการใช้เป็นจุดเชื่อมต่อสองมหาสมุทรเข้าด้วยกันนั้น เบื้องต้นมองว่า จุดเด่นสำคัญคือการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย เข้ากับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาได้ถึง 4-5 วัน และย่นระยะทางได้ประมาณ 8,000 กิโลเมตร ส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก ซึ่งจะส่งเสริมให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงโครงการดังกล่าวยังมีความสอดคล้องกับการพัฒนาในภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการฟูนันเดโช ของกัมพูชาที่จะเชื่อมแม่น้ำโขงสู่ทะเล ซึ่งจะช่วยเสริมโครงข่ายการขนส่งในแถบนี้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงเห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการนี้

นายสมชาย กล่าวว่า ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน แลนด์บริดจ์ ไม่ได้มีเพียงการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ระนองและชุมพรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงระบบรางและถนนมอเตอร์เวย์เพื่อเชื่อมต่อสองฝั่งทะเล ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ภายใต้กรอบการพัฒนา Southern Economic Corridor (SEC) ที่จะช่วยกระจายรายได้ สร้างงาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้อย่างมีนัยสำคัญ ถือว่ามีข้อดีในหลายมิติมาก

นายสมชาย กล่าวว่า หากเทียบกับโครงการอีอีซีที่เกิดขึ้นมาแล้ว แลนด์บริดจ์มีข้อควรระวังจำนวนมากเช่นเดียวกัน เพราะแม้โครงการจะมีข้อดีมหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ แม้รัฐบาลจะเน้นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในรูปแบบสัมปทานที่ดินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายกับโครงการอีอีซี แต่รัฐบาลยังคงต้องรับภาระในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์) บางส่วน ท่ามกลางภาวะที่หนี้สาธารณะของไทยขยับตัวสูงขึ้นจาก 65-66% มาแตะระดับใกล้ 70% ของจีดีพีแล้ว รัฐบาลจึงต้องวางแผนการเงินอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง อีกทั้งยังมีบทเรียนจากโครงการอีอีซี ที่มีความล่าช้ากว่าแผนงานเดิม อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นตัวอย่างความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับแลนด์บริดจ์หากขาดการบริหารจัดการที่เป็นองค์รวมได้

“ปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการเวนคืนที่ดิน ซึ่งอาจเผชิญกับการคัดค้านจากภาคประชาชนและกลุ่มเอ็นจีโอ รวมถึงมิติทางการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากโครงการนี้จะอำนวยประโยชน์อย่างมากต่อจีนในการลดต้นทุนการแข่งขันและการขนส่งสินค้าไปสู่ยุโรป ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ไทยอาจได้รับแรงกดดันจากประเทศอื่นๆ ที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินเรือหลักครั้งนี้ จึงต้องระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้ให้มากๆ ด้วย” นายสมชาย กล่าว

Advertisement

นายสมชาย กล่าวว่า ในภาพรวม โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว แต่เน้นย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำการบ้านอย่างหนักในรายละเอียดทางเทคนิค การวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และต้องสร้างความชัดเจนในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการบริหารจัดการโครงการไม่ให้เกิดความล่าช้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนตัวจริงให้เข้ามาขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทยเป็นที่ตั้ง