เอกนัฏ ลุยคดีคลังน้ำมัน ส่งชุดสุดซอยร้อง DSI ฟัน 6 บริษัทกักตุน-ปลอมปน-ใบขนส่งนับร้อย
เมื่อวันที่ 27 เมษายน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากข้อมูลในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันว่ามีรายใดที่มีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ ล่าสุดเจอในส่วนของบริษัทคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่ง ในช่วงเดือน มี.ค.69-เม.ย.69 เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ใครเก็บน้ำมันไว้เกินแล้วจำหน่ายช้า ซึ่งตอนนี้พบแล้วไม่ต่ำกว่า 7 คลังน้ำมัน แต่ที่หนักสุดคือบริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เพราะมีเรื่องของการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบก็พบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงจริง จะแจ้งความดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ เพราะหลายคนก็มีการสันนิษฐานว่าเรือที่แล่นไปยังคลังน้ำมันในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20-30% ของน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น หากจะมีการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งขายยังต่างประเทศ ก็คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นบริเวณนี้ ฉะนั้น คณะทำงานจึงต้องมีการนำเอกสารรายการใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรวจสอบ พบกี่ใบขนก็ต้องคูณโทษเข้าไป ล่าสุดเราพบความผิดปกติแล้วกว่า 100 ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จึงได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดสุดซอย นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) เตรียมเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้สอบสวนดำเนินคดีบริษัทคลังน้ำมันเหล่านี้
พฤติการณ์ที่ตรวจสอบพบ มีใบขนส่งน้ำมันทางเรือที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายประมาณ 100 กว่าใบ เป็นเอกสารของคลังน้ำมันของโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันทางภาคใต้ อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลเช่นเดียวกันว่าใบขนส่งน้ำมันทางเรือเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันด้วย ซึ่งถ้าใบขนส่งน้ำมันเหล่านี้ผิดจริง จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพราะว่าปกติแล้วใบขนส่งน้ำมันจะมีการกำหนดรายละเอียดชัดเจน หากไม่ทำตามก็มีความผิด และในกรณีหากเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่สวมสถานะผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ก็จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับกรณีต่อหนึ่งใบขนส่ง แต่อันนี้เราพบความผิดปกติกว่า 100 ใบ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะว่าบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็มีหลายแห่ง ไม่ต่ำกว่า 5-6 บริษัท
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนแล้วใบขนน้ำมันเชื้อเพลิงหากออกไปยังพื้นที่ภาคใต้ ก็จะเป็นโซนจังหวัดระยอง ชลบุรี ดังนั้น ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องออกจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ก็มักจะมีลักษณะเป็นโรงกลั่นที่มาสวมสถานะเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือเครือเดียวกัน เพื่อที่จะได้ส่งน้ำมันไปยังจังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ฉะนั้น ใครออกใบขนน้ำมัน คนนั้นก็จะเป็นคนผิด ตอนนี้จึงเป็นการดูไปที่ต้นทางที่ออกใบขนน้ำมันก่อน แต่จะขยายผลไปที่ปลายทางด้วยอย่างแน่นอน
ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต ส.ส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากนายเอกนัฏ ให้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทคลังน้ำมัน หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี และได้มีการส่งน้ำมันทางเรือไปยังคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยวันนี้ เวลาประมาณ 16.00 น. ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมาย จะได้นำพยานหลักฐานไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อใช้ในการสอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทคลังน้ำมันทั้ง 6 แห่งดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการออกเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ ที่ไม่เป็นไปตามประกาศ จึงเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการเตรียมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ คือ พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลาการ ในฐานะหัวหน้าศูนย์การดำเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรับมอบเอกสารพยานหลักฐานจากคณะทำงานชุดสุดซอย และนอกจากนี้ กรณีการสอบสวนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ที่มีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทางอธิบดีฯ ได้มีคำสั่งรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดีเรียบร้อยแล้ว โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.นิรุติ พัฒนะรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสำนวนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ

