หน้าแรก เศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วหร...

ถึงเวลาแล้วหรือยัง? เมื่อโลกแข่งสะสมความมั่งคั่งแต่ไทยยังไม่มีกองทุนแห่งชาติ

28.04.26 | 12:19 น.

ถึงเวลาแล้วหรือยัง? เมื่อโลกแข่งสะสมความมั่งคั่งแต่ไทยยังไม่มีกองทุนแห่งชาติ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศที่มีวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจระยะยาวต่างทยอยจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ Sovereign Wealth Fund (SWF) ขึ้นมาเพื่อบริหารทรัพย์สินของประเทศให้เกิดผลตอบแทนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นนอร์เวย์ ที่สะสมรายได้จากน้ำมัน สิงคโปร์ ที่ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศสร้างอาณาจักรการลงทุนระดับโลก หรือซาอุดีอาระเบีย ที่กำลังใช้ PIF เป็นเครื่องมือแปลงโฉมประเทศในยุคหลังน้ำมัน

วันนี้กองทุนประเภทนี้บริหารสินทรัพย์รวมกันทั่วโลกมากกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์ และกำลังเป็นผู้เล่นสำคัญในการกำหนดทิศทางของโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลในทศวรรษข้างหน้า

คำถามที่ไทยต้องตอบให้ได้คือ เราจะรอต่อไปอีกนานแค่ไหน?

Advertisement

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

Sovereign Wealth Fund คือกองทุนที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ จัดตั้งขึ้นเพื่อนำเงินส่วนเกินของประเทศ ไม่ว่าจะมาจากรายได้ทรัพยากรธรรมชาติ เงินสำรองระหว่างประเทศ หรือรายได้จากการค้า มาลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับประชาชน

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Government Pension Fund Global ของนอร์เวย์ ซึ่งปัจจุบันบริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ สะสมมาจากรายได้ภาษีน้ำมันตลอดหลายสิบปี และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชั้นนำทั่วโลกมากกว่า 9,000 แห่ง ในเอเชีย Temasek และ GIC ของสิงคโปร์ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สามารถสร้างกองทุนที่บริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ได้จากการบริหารจัดการที่มีวินัยและวิสัยทัศน์ระยะยาว

สิ่งที่ทำให้ SWF มีความสำคัญในโลกปัจจุบันมากขึ้นกว่าเดิม คือบทบาทในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ PIF ของซาอุดีอาระเบียกำลังลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ AI พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีการเงินดิจิทัล ขณะที่ Khazanah ของมาเลเซียเข้าลงทุนในสตาร์ตอัพเทคโนโลยีทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่ประเทศมีกองทุนประเภทนี้จึงไม่ได้หมายความเพียงแค่การ “เก็บออม” แต่คือการมีที่นั่งในโต๊ะของการลงทุนระดับโลก

ไทยมีอะไรอยู่บ้าง และมันเพียงพอหรือไม่

ประเทศไทยไม่ได้ปราศจากสถาบันการเงินของรัฐโดยสิ้นเชิง เรามีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่บริหารสินทรัพย์ราว 1.1 ล้านล้านบาท มีกองทุนประกันสังคมที่บริหารสินทรัพย์อีกกว่า 2.4 ล้านล้านบาท และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อยู่ในระดับประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์

แต่สถาบันเหล่านี้มีพันธกิจและข้อจำกัดของตัวเอง กบข. มีหน้าที่หลักในการดูแลเงินบำนาญของข้าราชการ กองทุนประกันสังคมต้องรักษาสภาพคล่องเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์ และเงินสำรองระหว่างประเทศมีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ไม่มีสถาบันใดเลยที่มีอำนาจและความยืดหยุ่นในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาวในระดับโลกได้อย่างแท้จริง

เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซียที่มี Khazanah, อินโดนีเซียที่เพิ่งจัดตั้ง Danantara ในปี 2025 ด้วยสินทรัพย์เริ่มต้นกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์ หรือแม้แต่เวียดนามที่กำลังศึกษาการจัดตั้ง SWF อย่างจริงจัง ไทยเริ่มอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบในเชิงโครงสร้างมากขึ้นทุกวัน

โอกาสที่รอไม่ได้ และความเสี่ยงที่ต้องยอมรับ

ในโลกที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังบังคับให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปรับตัวครั้งใหญ่ ไทยอยู่ในจุดที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ทั้งในด้านการผลิต ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด หากมี SWF ที่มีความน่าเชื่อถือ ไทยสามารถเข้าร่วมลงทุนร่วม (co-invest) กับกองทุนระดับโลกได้ในฐานะพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับการลงทุนจากภายนอกเพียงฝ่ายเดียว

รายงานจาก McKinsey และ Bain ต่างชี้ตรงกันว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ ประเทศที่มีกลไกการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่พร้อมจะมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตนี้มากกว่าประเทศที่ยังรอดูอยู่

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการจัดตั้ง SWF ในบริบทของไทยก็มีอยู่จริงและไม่ควรมองข้าม ประเด็นแรกคือธรรมาภิบาล การที่รัฐบาลบริหารกองทุนขนาดใหญ่โดยปราศจากกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งอาจนำไปสู่การใช้เงินเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ดังที่เคยเห็นจากกรณี 1MDB ของมาเลเซีย ประเด็นที่สองคือแหล่งเงินทุน – ต่างจากนอร์เวย์หรือซาอุดีอาระเบียที่มีรายได้จากน้ำมันเป็นฐาน ไทยจะต้องออกแบบโครงสร้างการระดมทุนที่ชัดเจนและยั่งยืน

สิ่งที่ชัดเจนคือ การไม่ตัดสินใจก็คือการตัดสินใจรูปแบบหนึ่ง และต้นทุนของการรอคอยกำลังสูงขึ้นทุกวัน ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังสร้างเครื่องมือทางการเงินระยะยาว ไทยยังคงพึ่งพาการลงทุนจากภายนอกเป็นหลัก คำถามไม่ใช่ว่าไทยควรมี Sovereign Wealth Fund หรือไม่

แต่คือเราจะออกแบบมันให้มีธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพได้อย่างไร และจะเริ่มเมื่อไหร่