หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชน ไม่ค้าน...

เอกชน ไม่ค้าน ‘แลนด์บริดจ์’ แต่รัฐต้องศึกษาทุกมิติลงลึกความคุ้มค่า-สิ่งแวดล้อม-ลงทุน

27.04.26 | 18:44 น.

เอกชน ไม่ค้าน ‘แลนด์บริดจ์’ แต่รัฐต้องศึกษาทุกมิติลงลึกความคุ้มค่า-สิ่งแวดล้อม-ลงทุน

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือการปัดฝุ่นที่ต่อเนื่องมาจากความพยายามผลักดันโครงการ ’คลองไทย‘ เส้นทางยุทธศาสตร์ 9A (สงขลา-ตรัง-กระบี่) ในปี 2563 ยุค สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นมีหลายประเทศให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศจีน ครั้งนั้นไม่สามารถผ่านการพิจารณาของรัฐสภาได้ เนื่องจากความกังวลด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง และประเด็นความมั่นคงแห่งชาติที่เปราะบาง โดยเฉพาะข้อกังวลว่าคลองจะเป็นเส้นทางผ่านของเรือรบมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา

นายธนิต กล่าวว่า หลังจากนั้น ในเวลาต่อมา โครงการถูกปรับเป็นรูปแบบใหม่มาเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกนำกลับมาศึกษาอีกครั้ง และเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจังในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี จนมาถึง รัฐบาลยุค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศเดินหน้าโครงการอย่างเป็นทางการ พร้อมวางเป้าหมายเสนอรายละเอียดของโครงการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 โดยส่วนตัวตนมองว่าเป็นการดำเนินการที่ ‘กระทันหัน’ มากและอาจขาดการรับฟังเสียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการเดินเรือโลกอย่างแท้จริงโดยเฉพาะความคุ้มค่าทางธุรกิจ

นายธนิต กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งภายในประเทศเป็นหลัก แต่ถูกออกแบบเพื่อให้บริการเส้นทางเดินเรือโลก เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย โดยเรือสินค้าจะมาจอดฝั่งอ่าวไทยที่ชุมพร ขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นรถไฟหรือรถบรรทุก วิ่งข้ามแผ่นดินไปยังระนอง แล้วนำขึ้นเรืออีกลำเพื่อเดินทางต่อไปอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป ผ่านคลองสุเอซ ทั้งนี้ ผลการศึกษาขนาดโครงการที่เสนอไว้รองรับตู้คอนเทนเนอร์ 20 ล้านทีอียู ตนมองว่า ถือว่าขนาดเท่าครึ่งหนึ่งของสิงคโปร์ และมากกว่าแหลมฉบังเกือบ 2 เท่า จึงต้องตั้งคำถามชัดเจนว่าชุมพรและระนองจะรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับดังกล่าวได้จริงหรือไม่ เพราะหากดูภาพท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันที่รองรับราว 10 ล้านทีอียู จะเห็นรถบรรทุกหนาแน่นตลอดแนวถนนและมอเตอร์เวย์ หากนำภาพนั้นคูณสองไปอยู่ในจังหวัดขนาดเล็กอย่างระนอง มองว่าจะกระทบวิถีชีวิตและโครงสร้างเมืองอย่างมาก

นายธนิต กล่าวว่า ส่วนข้อกังวลต่อสภาพภูมิศาสตร์ของระนองและชุมพร คือ สิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาให้ความสำคัญมากเช่นกัน โดยชี้ว่าท่าเรือขนาด 20 ล้านตู้ (ซึ่งใหญ่กว่าแหลมฉบัง 2 เท่า) จะเปลี่ยนสภาพจังหวัดเล็กๆ ให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักที่เต็มไปด้วยรถบรรทุกนับหมื่นคันต่อวัน ซึ่งจะกระทบต่อการท่องเที่ยวในแถบระนอง พังงา และกระบี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้มีการพูดถึงการทำรายงาน EIA แล้ว แต่ต้องไม่มองข้ามว่าพื้นที่ที่เป็นฐานท่องเที่ยวทะเลสำคัญของประเทศ หากเกิดผลกระทบจากท่าเรือขนาดใหญ่ น้ำเสีย น้ำมันรั่ว หรือการกัดเซาะชายฝั่ง จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง ซึ่งรัฐบาลต้องตอบคำถามว่าเราคุ้มหรือไม่ที่จะแลกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับแสนล้านกับโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนทางพาณิชย์

Advertisement

นายธนิต กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้คัดค้านโครงการ หากรัฐบาลจะเดินหน้าต่อ แต่ต้องการให้รัฐและเอกชนมีการศึกษาความจริงในทุกมิติ เพราะถ้าทำแล้วไม่คุ้ม ประเทศจะรับภาระมหาศาล ดังนั้น จึงอยากมีข้อเสนอแนะ 3 ประการ

1.การลดขนาดโครงการ (Downsizing) ให้สอดคล้องกับความต้องการจริง อาทิ ให้เป็นท่าเรือเพื่อรองรับการขนส่งภายในประเทศ (Local Serve) หรือเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่ใช่หวังจะแข่งกับสิงคโปร์ในระดับโลก

2. การปรับเป็นท่าเรือเฉพาะทาง เช่น ท่าเรือน้ำมันและศูนย์บังเกอร์เชื้อเพลิง (Bunker/Tanker Port) ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งหากจะทำแลนด์บริดจ์เป็นเส้นทางขนถ่ายน้ำมัน (Energy Bridge) เนื่องจากเรือแทงเกอร์น้ำมันจากตะวันออกกลางต้องอ้อมมะละกามายังระยองอยู่แล้ว หากสร้างท่อส่งน้ำมันจากระนองเชื่อมต่อไปยังระยองหรือกรุงเทพฯ จะเกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงเหมือนโครงการ Eastern Seaboard

3.การเปิดให้เอกชนลงทุนเต็มรูปแบบ 100% ไม่ว่าเอกชนนั้นจะมาจากต่างประเทศหรือในประเทศ รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการร่วมทุนแบบ การลงทุนระหว่างรัฐและภาคเอกชน หรือ Public Private Partnership (PPP) ที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนเต็มรูปแบบจะต้องมาพร้อมสัญญาที่เข้มงวดว่าจะต้องสร้างให้เสร็จตามกรอบระยะเวลาในสัญญา หรือ จะต้องเสร็จสมบูรณ์แบบแน่นอน ซึ่งหากก่อสร้างหรือดำเนินการไม่สำเร็จรัฐจะต้องมีสิทธิยึดพื้นที่คืนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการค้างการก่อสร้างเป็นซากตอหม้อ เหมือนกรณีโฮปเวลล์ในอดีต