นักวิชาการชี้ ‘แลนด์บริดจ์’ อาจได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นรัฐตัดสินใจพลาดสร้างระเบิดเวลาด้านการคลัง
เมื่อวันที่ 27 เมษายน นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า การผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เบื้องต้นมีความพยายามสื่อสารจากรัฐบาลถึงการไม่ต้องใช้งบประมาณเลย แต่จากข้อมูลยังพบความย้อนแย้งอยู่หลายส่วน เมื่อมีกระแสข่าวการตั้งงบประมาณดำเนินการในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวเลขหลัก 1 ล้านล้านบาท จนถึงการปรับลดลงเหลือประมาณ 9 แสนล้านบาท ความไม่ชัดเจนนี้สร้างความกังวลว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลอาจต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุน จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือ ต้องเปิดเผยรายละเอียดสัญญาและเงื่อนไขให้สาธารณชนทราบอย่างโปร่งใสที่สุด ทั้งในส่วนที่รัฐต้องลงทุนและเงื่อนไขสัมปทานของเอกชน เพราะในวันที่เงินงบประมาณมีจำกัด การตัดสินใจผิดพลาดบนโครงการมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ แต่คือการวางระเบิดเวลาให้กับระบบการคลังของประเทศไทยในระยะยาว
นายนณริฏ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการขนาดมหึมาเช่นนี้คือ ความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสงครามข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและสถาบันวิชาการอิสระ เนื่องจากงานวิจัยที่ออกมาในหลายชิ้นงานนั้น หากมาจากสถาบันที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา มักจะให้ผลลัพธ์ที่สนับสนุนโครงการจนอาจเกิดปัญหาในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ซึ่งจะถือเป็นผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างมาก โดยในทางตรงกันข้าม งานวิจัยอิสระจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับสะท้อนภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์ในมิติด้านเศรษฐศาสตร์นั้นไม่คุ้มค่าทางการลงทุน ข้อสรุปที่ขัดแย้งกันนี้เป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ เพราะการเดินหน้าโครงการที่ไม่มีความคุ้มค่าท่ามกลางสภาวะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยพุ่งสูงขึ้น จะกลายเป็นการสร้างภาระหนี้ก้อนโตทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนราคาแพงจากความล้มเหลวของโครงการใหญ่ในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เพราะพบว่ามีหลายโครงการใหญ่ที่มีขนาดใหญ่มากๆ เมื่อนำไปลงในภาคใต้ มักจะแท้ง หรือไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย อาทิ โครงการ Southern Seaboard ท่าเรือปากบารา หรือแม้แต่โครงการขนาดเล็กอย่างกำแพงกันคลื่นและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมักมีเพียงแค่การจ้างงานระยะสั้นในช่วงก่อสร้าง แต่หลังจากโครงการเสร็จสิ้น 5-10 ปี กลับไม่สามารถสร้างรายได้หรือฐานภาษีที่ยั่งยืนให้กับรัฐได้ จึงน่าเป็นกังวลมากๆ ว่า โครงการแลนด์บริดจ์อาจซ้ำรอยกลายเป็นโฮปเวลล์ภาคใต้ ที่ทิ้งไว้เพียงซากโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตที่ไร้การใช้งานจริง” นายนณริฏ กล่าว
นายนณริฏ กล่าวว่า อีกหนึ่งความกังวลของสังคมและหลายส่วนคือ การให้สัมปทานกับนักลงทุนต่างชาติ เป็นระยะเวลากว่า 99 ปีที่สามารถดำเนินการครอบครองและบริหารได้ ส่วนนี้มองว่าหากรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองและให้เอกชนรับความเสี่ยงไปทั้งหมด เรื่องระยะเวลาสัมปทานอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก ตราบใดที่ไม่กระทบต่อทางเลือกของประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ เกิดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเดินทางเข้าพื้นที่แบบไม่ใช่เป็นการเรียกเก็บจากรัฐบาล หรือหน่วยงานของประเทศไทย แบบนี้จะเป็นการสร้างค่าใช้จ่ายเพิ่มให้กับประชาชน ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นแน่นอน
หากจะมีสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า มองว่าเป็นคุณภาพของการลงทุน โดยเฉพาะหากผู้รับสัมปทานเป็นกลุ่มทุนจากประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งมักมีโมเดลการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การใช้แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงทรัพยากรจากประเทศตนเองทั้งหมด หากรัฐบาลไทยทำสัญญาไม่รัดกุม หรือให้สิทธิประโยชน์ผ่านมาตรการบีโอไอจนเกินงาม อาทิ การยกเว้นภาษีนิติบุคคลทั้งหมด ประเทศไทยอาจตกอยู่ในสภาวะสูญเปล่า คือเสียทั้งพื้นที่และทรัพยากรแต่ไม่ได้เม็ดเงินภาษีกลับเข้าประเทศเลย รวมถึงมีประเด็นเรื่องเงื่อนไขแฝง อาทิ การขอสิทธิบริหารพื้นที่สองข้างทางของโครงการ ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่เคยปรากฏในโครงการรถไฟความเร็วสูง
“สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนมากที่สุดของรัฐบาลคือ ความโปร่งใส ทั้งในมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้โครงการนี้เป็นเรื่องของอธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งไทยมีสิทธิสร้างเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแข่งขันในภูมิภาคได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเพื่อนบ้านจะคิดอย่างไร ทำให้ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเมืองโลก แต่เป็นเรื่องความโปร่งใสในประเทศเอง” นายนณริฏ กล่าว

