นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะหนี้สินครัวเรือนช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2558 พบว่า มีทั้งหมด 10.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% คิดเป็นสัดส่วน 80.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และคาดว่าสิ้นปี 2558 หนี้สินครัวเรือนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4.5% คิดเป็น 81% ต่อจีดีพี หลังจากยอดคงค้างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาสสุดท้ายเพิ่มขึ้น 6.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย
ขณะที่หนี้เสียต่อยอดคงค้างยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสิ้นไตรมาสสุดท้าย ส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้มีมูลค่า 95,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.9% และมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 2.6% ส่วนสินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 17.9% คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 5.2% และยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 25.7% นอกจากนี้ จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2558 ส่งผลให้การจ้างงานในภาคเกษตรลดลงมากกว่า 460,000 คน เหลือเพียง 12.27 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มี 12.73 ล้านคน ทำให้เกษตรกรอาจก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2558 เกษตรกรที่เป็นหนี้มีจำนวน 8.28 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 67.6% ของเกษตรกรทั้งหมด เฉลี่ยมีหนี้คนละ 193,872 บาท
จากตัวเลขที่ปรากฏแสดงถึงปัญหาหนี้สินและหนี้เสียที่กำลังก่อตัวหลังจากประเทศไทยเกิดปัญหาเรื่องรากหญ้าขาดรายได้ แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีจะใช้นโยบายทุ่มเงินงบประมาณไปให้ชุมชนและรากหญ้าใช้ในรูปแบบประชารัฐ แต่ผลที่ปรากฏออกมาในปี 2558 ยังไม่สัมฤทธิ์ ขณะที่ในปี 2559 นี้มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า ภัยแล้งจะทำให้การจ้างงานภาคการเกษตรลดลง หมายความว่าจะมีคนไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้อีกจำนวนมาก
เมื่อรวมกับสภาพการณ์อันแล้งน้ำก่อให้เกิดความจำเป็นต้องหยุดประกอบการเกษตรชั่วคราว โดยรอจนกว่าฝนจะตกลงมา และปริมาณน้ำมีเหลือจากการอุปโภคบริโภคก่อนจึงจะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ ทำให้ช่วงนี้เกษตรกรต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายไปพลางก่อน สัญญาณเตือนภัยนี้รัฐบาลต้องฟัง และหาวิธีการช่วยเหลือ เพื่อสกัดมิให้ปัญหาเศรษฐกิจลามไปเป็นปัญหาสังคมซ้ำเติมสถานการณ์ประเทศไปมากกว่านี้
