หน้าแรก เศรษฐกิจ พิพัฒน์ ย้ำไม...

พิพัฒน์ ย้ำไม่แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน เปิดทางเอกชนบอกเลิกสัญญาได้ ไม่ถือว่าละทิ้งงาน

29.04.26 | 16:07 น.

‘พิพัฒน์’ ย้ำไม่แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน เปิดทางเอกชนบอกเลิกสัญญา หากไม่ไปต่อ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ว่าภายหลังการหารือภายในร่วมกับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) คู่สัญญานั้น กระทรวงคมนาคมยืนยันจุดยืนเดิมอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามข้อเสนอของเอกชน โดยเฉพาะประเด็นการขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไขชำระเงินงวดงานมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ออกเป็น 7 งวด เนื่องจากต้องยึดตามรายละเอียดในสัญญาเดิมที่กำหนดให้เอกชนก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี และรัฐจะทยอยผ่อนจ่ายคืนในระยะเวลา 10 ปีเท่านั้น ซึ่งปัจจัยนี้หากส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินโครงการต่อไป รัฐบาลจึงเปิดช่องให้เอกชนสามารถแจ้งความประสงค์บอกเลิกสัญญาได้ หากเห็นว่าไม่สามารถเดินหน้าต่อภายใต้เงื่อนไขเดิมได้

นายพิพัฒน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลเข้าใจถึงปัจจัยลบด้านราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจากสภาวะสงครามตะวันออกกลาง ตามที่ฝ่ายเอกชนได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอแก้ไขสัญญาในตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่เรื่องดังกล่าวจะต้องนำไปพิจารณาต่อตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เคยมีแนวทางไว้ว่าหากผู้ชนะการประมูลไม่สามารถดำเนินการได้จากเหตุปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงคราม หรือผลกระทบต่อต้นทุนที่รุนแรง รัฐอาจพิจารณาเรื่องการรื้อโครงสร้างสัญญาหรือการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ถือเป็นการละทิ้งงาน

นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า ภาครัฐยังพยายามวางแนวทางสร้างปัจจัยสนับสนุนเพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในอนาคต โดยผลักดันแนวคิดการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการเดินทาง เช่น สวนสนุกระดับโลกในรูปแบบดิสนีย์แลนด์ และสนามกีฬาขนาดใหญ่ เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปคำนวณความคุ้มค่าทางธุรกิจ หากประเมินแล้วไม่สามารถหาจุดคุ้มทุนได้ เอกชนก็ยังมีสิทธิตัดสินใจบอกเลิกสัญญาได้เช่นกัน

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ปัจจุบัน ครม.มีมติชัดเจนที่จะไม่รับหลักการในการแก้ไขสัญญาตามที่เอกชนเสนอ โดยยืนยันให้กลับไปใช้เงื่อนไขเดิมตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเรื่องการจ่ายค่าสิทธิบริหารโครงการรถไฟแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ซึ่งเอกชนเคยเสนอขอแบ่งชำระเป็นงวดพร้อมดอกเบี้ย แต่เมื่อภาครัฐไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว เอกชนจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินให้ครบเต็มจำนวนตามสัญญาเดิม โดยปัจจุบันพบว่าเอกชนมีหนี้สะสมค้างชำระกับ รฟท.แล้วประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี นับตั้งแต่เริ่มเข้าบริหารโครงการในปี 2564

นายอนันต์กล่าวว่า การดำเนินการต่อจากนี้ รฟท.เตรียมเปิดโต๊ะเจรจากับเอกชนอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อสอบถามจุดยืนและความชัดเจนว่าเอกชนจะยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้หรือไม่ภายใต้สัญญาเดิม แม้ที่ผ่านมาจะเห็นความพยายามของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนโครงการ ทั้งการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นและการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ แต่ท้ายที่สุดการดำเนินงานต้องยึดถือระเบียบและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ หากเอกชนยืนยันว่าไม่สามารถแบกรับภาระตามเงื่อนไขเดิมได้ อาจนำไปสู่กระบวนการบอกเลิกสัญญาในที่สุด

Advertisement

นายอนันต์ระบุว่า หากสถานการณ์ไปถึงขั้นต้องเริ่มกระบวนการประมูลใหม่ จะถือเป็นความเสียหายอย่างรุนแรงในมิติของเวลา คาดว่าโครงการจะล่าช้าออกไปจากแผนเดิมถึง 8-10 ปี เนื่องจากขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างใหม่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี และงานก่อสร้างอีกประมาณ 6 ปี ทั้งนี้ โอกาสที่จะเรียกผู้ชนะประมูลลำดับที่ 2 มาเจรจาต่อแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากหนังสือค้ำประกันซองและเวลายืนราคาน่าจะหมดอายุไปนานแล้ว ทำให้ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดในทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม รฟท.ยืนยันความพร้อมในส่วนที่ภาครัฐรับผิดชอบ ทั้งที่ดินที่เวนคืนเกือบครบ 100% รายงาน EIA ที่ยังใช้งานได้ รวมถึงแบบก่อสร้างงานโยธาในจุดทับซ้อนกับรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่การเริ่มต้นใหม่ในขั้นตอนกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างและการหาผู้รับจ้างรายใหม่ยังคงเป็นอุปสรรคที่ใช้เวลานาน แต่ทั้งนี้ รฟท. ได้เตรียมแผนสำรองเพื่อเข้าบริหารจัดการจุดวิกฤตที่กระทบต่อโครงสร้างอื่น เช่น จุดเชื่อมต่อรถไฟไทย-จีน และสนามบินอู่ตะเภาไว้แล้ว โดยปัจจัยชี้ขาดในขณะนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเอกชนว่าจะยอมรับเงื่อนไขเดิมของ ครม.เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงักหรือไม่