‘ทีดีอาร์ไอ’ แนะช่วยค่าไฟเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เตือนแนวทางหว่านแห-ปชช.เสี่ยงหนี้ระยะยาว
เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ได้แก่ การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป
เป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และเห็นชอบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ให้ความเห็นว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ครอบคลุมครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยประมาณ 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์ แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (65%) และกลุ่มที่ใช้ระหว่าง 200-400 หน่วย (อีก 20%) ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจแต่ไม่ได้จดทะเบียน จะได้รับผลกระทบหนักเนื่องจากมักใช้ไฟเกิน 500 หน่วย ซึ่งอาจต้องจ่ายในอัตราที่สูงกว่า 5 บาท
“มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มองว่ารัฐควรจัดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) ให้ชัดเจนมากกว่าการหว่านแห โดยมุ่งเน้นช่วยผู้ยากจนจริง ซึ่งควรจำกัดมาตรการช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนที่ยากจนและเดือดร้อนจริง” ดร.อารีพร กล่าว
ดร.อารีพร กล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่ไม่เดือดร้อนมากหรือชนชั้นกลาง ควรให้จ่ายค่าไฟใน อัตราปกติ หรือ 3.95 บาท เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้กลุ่มที่ใช้ไฟมากไม่ต้องรับภาระค่าไฟที่สูงเกินไป ขณะที่แนวทางการจัดการค่าไฟของภาคอุตสาหกรรมควรแยกออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมกัน
ดร.อารีพร กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงของมาตรการระยะสั้นจากการลดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะสร้างภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายหนี้นี้อยู่ดี ทางออกที่ยั่งยืนก็คือรัฐบาลควร เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคา เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหาทางทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศถูกลงกว่าที่เป็นอยู่
หากถามถึงแนวทางการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านที่ใช้ไฟมาก มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด โดยการติดโซลาร์เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องราคาการติดตั้งที่สูง และหากไม่มีแบตเตอรี่จะผลิตไฟได้เฉพาะกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน โดยสิ่งที่รัฐควรสนับสนุนนั้น จะต้องจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงสนับสนุนมาตรการประหยัดพลังงานอื่น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ราคาประหยัด
ทั้งนี้ ด้านราคารับซื้อไฟคืนที่ประกาศล่าสุดอยู่ที่ 2.20 บาท ถือว่าเหมาะสมเพราะเป็นราคาต้นทุน แต่โควตารับซื้อรวม 500 เมกะวัตต์อาจยังไม่เพียงพอ และควรทยอยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

