ดัชนีผลผลิตอุตฯไตรมาสแรก โต 0.83% กลุ่มอีวีเติบโต ดันไทยฐานผลิตภูมิภาค
เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 108.69 ขยายตัว 0.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64.61% เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและยานยนต์กลับมาขยายตัว การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว รวมทั้งผลจากเสถียรภาพและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่ราบรื่นตามกรอบระยะเวลา ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องของมาตรการและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรก ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 102.76 ขยายตัว 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 61.26%
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนเมษายน 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
นายศุภกิจกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า ดังนั้น การติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ปี 2569 คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะถัดไป
กลุ่มอีวีเติบโต ดันไทยฐานผลิตภูมิภาค
นายศุภกิจกล่าวว่า สำหรับยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 มียอดรวมอยู่ที่ 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน คิดเป็น 71.8%เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของความต้องการรถยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และรถยนต์ไฮบริด อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ผันผวนและอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับยานยนต์ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน มาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้ง EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ Hybrid และ Mild Hybrid ได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
“สศอ.คาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลให้การผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ดัชนีอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ของภูมิภาคต่อไป” นายศุภกิจกล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 60.74 จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 14.06 จากเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กลวด เป็นหลัก ตามความต้องการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรงงานเหล็กหลายโรงงานของไทยมีกระบวนการผลิตเหล็กที่ปล่อยก๊าซ CO2 ได้น้อยกว่าที่ EU กำหนดตามมาตรการ CBAM (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค. 2569) จึงเป็นอานิสงส์ให้สามารถส่งออกสินค้าไปยุโรปได้เพิ่มมากขึ้น
เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 16.09 จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
เครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 12.56 จากเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศมีสินค้าอยู่ในสต๊อกสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ กำแพงภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับ ฐานสูงในปีก่อน เพราะผู้ผลิตบางรายได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากเวียดนามจำนวนมาก
พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.60 จาก Polypropylene (PP), Polyethylene (PE) และ Ethylene เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงประจำปี และขาดแคลนวัตถุดิบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

