หน้าแรก เศรษฐกิจ สรรเพชญ มอบนโ...

สรรเพชญ มอบนโยบาย การท่าเรือ สั่งเร่งแก้ปัญหาท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 

30.04.26 | 17:28 น.

สรรเพชญ มอบนโยบาย การท่าเรือ สั่งเร่งแก้ปัญหาท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่อาคารการท่าเรือแห่งประเทศไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย ภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ตนได้มอบนโยบายสำคัญ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยเฉพาะท่าเทียบเรือ F1 และ F2 รวมถึงพัฒนาท่าเรืออัตโนมัติที่ท่าเรือกรุงเทพ ยกระดับศูนย์กระจายสินค้า และศึกษาการพัฒนาท่าเรือระนองสู่ประตูการค้าฝั่งอันดามัน (BIMSTEC) 2. บูรณาการโลจิสติกส์ไร้รอยต่อ เน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) สู่ระบบรางมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผลักดันโครงการท่าเรือบก (Dry Port) และเร่งเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) เพื่อลดปัญหาจราจร 3. ยกระดับ Smart Port นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้บริหารจัดการ เช่น ระบบ PCS (Port Community System) และปรับปรุงระบบ Truck Queue ให้มีเสถียรภาพ เพื่อความสะดวกของผู้ใช้บริการ 4. แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ บูรณาการร่วมกับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท จัดหาพื้นที่รองรับรถบรรทุก (Buffer Zone) และใช้ระบบจำลองสถานการณ์จราจรเพื่อลดความแออัดในพื้นที่ท่าเรือหลัก 5. พัฒนาสู่ Green Port วางเป้าหมายสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการดูแลชุมชนรอบท่าเรือ เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม 6. เสริมศักยภาพองค์กร พัฒนาบุคลากรและแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทาน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ตนได้สั่งการเร่งด่วนให้แก้ไขปัญหาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 84,361 ล้านบาท หลังพบข้อกำหนดทางเทคนิคของงานถมทะเลบริเวณท่าเรือ F1 มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างสัญญาสัมปทานกับสัญญาจ้างก่อสร้างงานโยธา ส่งผลให้การส่งมอบพื้นที่ล่าช้าและไม่เป็นไปตามแผนงาน เพื่อเร่งหาทางออก ตนได้มอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กทท. ผู้รับสัมปทานเอกชน และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกันพิจารณาแนวทางแก้ไข โดยกำหนดกรอบเวลาให้ได้ข้อยุติภายใน 60 วัน หรือไม่เกิน 2 เดือน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อและเปิดให้บริการได้ตามเป้าหมายในปี 2574

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ไม่ใช่การหาผู้รับผิด แต่เป็นการร่วมกันแก้ปัญหาบนหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของภาครัฐสูงสุด นายสรรเพชญ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล (GPC) ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องค่าชดเชยต่อ กทท. รวมราว 4,000 ล้านบาท จากผลกระทบความล่าช้าของโครงการ แบ่งเป็นค่าเสียโอกาส รายได้ที่หายไป และภาระต้นทุนเพิ่มเติม หากเอกชนต้องลงทุนเสริมความแข็งแรงของพื้นที่ เช่น งานตอกเสาเข็ม นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอขอขยายระยะเวลาก่อสร้างจากเดิม 2 ปี เป็น 4 ปี เพื่อคงระยะเวลาบริหารโครงการ 33 ปี ตามกรอบสัมปทานรวม 35 ปี

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการสายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า สาเหตุหลักของความล่าช้าเกิดจากเงื่อนไขด้านเทคนิคของงานถมทะเลใต้ระดับน้ำในพื้นที่ท่าเรือ F ที่ระบุไว้ต่างกันใน 2 สัญญาหลัก สัญญาฉบับแรก ซึ่งเป็นสัญญาร่วมลงทุนระหว่าง กทท. กับบริษัท GPC ลงนามเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 กำหนดให้พื้นที่ส่งมอบต้องมีค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 75% ขณะที่สัญญาฉบับที่สอง เป็นสัญญาจ้างก่อสร้างงานโยธากับกิจการร่วมค้า CNNC ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด บริษัท นทลิน จำกัด และบริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด จากประเทศจีน โดยกำหนดมาตรฐานด้านวิศวกรรมให้พื้นที่มีการทรุดตัวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ภายในระยะเวลา 30 ปี

Advertisement

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร กล่าวว่า ความแตกต่างของเงื่อนไขทั้งสองฉบับ ทำให้ผลการก่อสร้างไม่ตรงกับความต้องการของผู้รับสัมปทาน ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ตามกำหนดเดิมในเดือนพฤศจิกายน 2568 และต้องเลื่อนออกไปกว่า 6 เดือน โดยปัจจุบันตั้งเป้าส่งมอบใหม่ภายในเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งนี้ กทท. ได้หารือร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ แทนการตอกเสาเข็มแบบเดิม โดยใช้เข็มสั้นร่วมกับแรงสั่นสะเทือนเพื่อเพิ่มความแน่นของชั้นดิน คาดว่าจะช่วยลดงบประมาณแก้ไขจากเดิมประมาณ 2,000 ล้านบาท เหลือราว 1,000 ล้านบาท

ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในภาพรวม งานก่อสร้างส่วนที่ 1 ซึ่งเป็นงานทางทะเล อาทิ ขุดลอก ถมทะเล เขื่อนกันคลื่น และระบบช่วยการเดินเรือ ได้ดำเนินการถมทะเลบริเวณ F แล้วเสร็จ และส่งมอบให้ กทท. แล้ว เหลือเพียงการปรับแก้ด้านเทคนิคก่อนส่งต่อให้ GPC ส่วนงานก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่ใหม่ และงานจัดหาเครื่องจักรอุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า รวมถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ระหว่างจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) โดยจะแยกเป็นคนละสัญญา แต่เปิดประมูลพร้อมกัน คาดว่าจะได้ผู้รับจ้างภายในปลายปี 2569 ก่อนเริ่มงานก่อสร้างในขั้นตอนถัดไป