หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.จ่อแจงยูเอ...

พณ.จ่อแจงยูเอสทีอาร์ เคลียร์ปมสหรัฐเปิดไต่สวน ชงนบข.เจรจาจีทูจี ขายข้าวให้จีนอีก 6 หมื่นตัน

5.05.26 | 15:36 น.

พณ.นำคณะชี้แจงยูเอสทีอาร์ เคลียร์ปมสหรัฐเปิดไต่สวนก่อนใช้ ม.301 ช่วง 13-14 พ.ค. หวังไม่เจอเหมาเข่ง ‘บังคับใช้แรงงาน’ รีดภาษีนำเข้า เตรียมชง นบข.เจรจาจีทูจีขายข้าวให้จีน 6 หมื่นตัน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสหรัฐจะประกาศใช้มาตรา 301 กฎหมายการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เพื่อพิจารณาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยว่า ช่วงวันที่ 13-14 พฤษภาคม กรมจะพาคณะตัวแทนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร บีโอไอ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน เดินทางไปสหรัฐ เพื่อชี้แจงและตอบคำถามเชิงลึกกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) หลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งข้อมูลชี้แจง ส่งคำแก้ต่าง หรือเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีถูกไต่สวนทั้งเรื่องของกำลังการผลิตส่วนเกินและการบังคับใช้แรงงานกลับไปยังยูเอสทีอาร์ สหรัฐแล้ว เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ 1.ข้อกล่าวหาใช้กำลังการผลิตส่วนเกินซึ่งพิจารณาเป็นรายประเทศและรายสินค้า โดยที่ไทยใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเลคโทรนิก กับ 16 ประเทศรวมไทย ซึ่งไทยได้ชี้แจงไปแล้วไม่มีการใช้กำลังส่วนเกิน และ 2.นำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับ โดยกล่าวหา 60 ประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามด้วยว่าเป็นการเหมารวม และดูว่าประเทศคู่ค้านำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับหรือเปล่า เป็นประเด็นที่ทุกประเทศสงสัย ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างร่าง พ.ร.บ.ด้านแรงงาน เพื่อตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิต การใช้วัตถุดิบและการใช้แรงงานบังคับหรือไม่

“ทั้งสองประเด็นที่สหรัฐเปิดไต่สวน ส่วนตัวมองว่าห่วงผู้ผลิตรายใหญ่ไม่เท่ากับเอสเอ็มอี เพราะเชื่อว่ารายใหญ่สามารถปรับตัวเพื่อส่งออกไปสหรัฐได้เร็ว แต่ห่วงเอสเอ็มอี หากสหรัฐคิดแบบเหมารวม กังวลในเรื่องการปรับตัวได้ช้ากว่า ใช้เวลามากกว่า และเอสเอ็มอีแต่ละรายมีพร้อมไม่เท่ากัน กรณี Forced labor ตรวจสอบการใช้มาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ สหรัฐไม่ได้ระบุรายการสินค้าที่ถูกไต่สวน เป็นประเด็นที่เราต้องกังวล แม้ไทยไม่ใช้แรงงานบังคับอยู่แล้ว แต่หากสหรัฐใช้อัตราเดียวกันทุกประเทศ ไทยก็จะเสียหายได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการพิจารณาจะออกมาแบบใด กรมก็พร้อมเดินหน้าในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเนื่อง” นางอารดากล่าว

นางอารดากล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าเจรจาจีทูจีขายข้าวไทยกับจีนนั้น ยังเดินหน้าต่อเนื่อง และกำหนดเป้าหมายจะเจรจาขายข้าวให้จีนอย่างน้อย 1 แสนตัน โดยขณะนี้กรมเตรียมพร้อมในการเจรจาแล้ว รอเพียงการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ของรัฐบาลนายกฯอนุทิน 2 เพื่อตั้งคณะกรรมการ นบข.ชุดใหม่ ซึ่งตามแนวปฎิบัติการจะเจรจาได้ต้องผ่านความเห็นชอบจาก นบข.ก่อน โดยกรมเตรียมเสนอขายข้าวจีทูจีให้จีนอีก 5-6 หมื่นตัน หลังจากล็อตแรก 4 หมื่นตัน ส่งมอบและรับการชำระเงินค่าข้าวครบแล้ว ซึ่งได้ส่งเรื่องไปฝ่านเลขาฯคือกรมการค้าภายในแล้ว และกรมได้ส่งหนังสือไปถึงบริษัท คอฟโก้ รัฐวิสาหกิจผู้นำเข้าข้าวของจีนแล้วว่าจะเจรจาได้ทันทีหลังจากกระบวนการภายในแล้วเสร็จ คาดว่าจะเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ดี การเจรจาในช่วงนี้มีความเหมาะสมมาก เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่าลงและดีต่อการเจรจาส่งออก นอกจากนี้ จะเสนอ ครม.รับทราบการเพิ่มสัญญาจีทูจีขายข้าวไทยกับจีน จากที่คงค้าง 2.8 แสนตัน อีก 2.2 แสนตัน รวมเป็น 5 แสนตัน

นางอารดากล่าวว่า สำหรับสถานการณ์สงครามในตะวันออกลางที่เริ่มปะทุอีกครั้งนั้น ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางเห็นถึงการแยกตัวออกจากตะวันออกกลาง เช่น ยูเออี ซึ่งสงครามตะวันออกกลางส่งผลต่อไทยมากในเรื่องวัตถุดิบและเชื้อเพลิง เมื่อยูเออีแยกจากโอเปกก็จะทำให้กำลังผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นและสามารถเลือกจำหน่ายให้กับประเทศต่างๆ ได้มากขึ้น ซึ่งไทยสั่งซื้อน้ำมันจากยูเออีสูงอยู่แล้ว และอาจทำให้ไทยสั่งซื้อวัตถุดิบจากยูเออีได้เพิ่มขึ้น

Advertisement