หน้าแรก เศรษฐกิจ สงครามแรร์เอิ...

สงครามแรร์เอิร์ธ ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิธาตุหายาก

7.05.26 | 12:15 น.

สงครามแรร์เอิร์ธ:ไทยอยู่ตรงไหนในสมรภูมิธาตุหายาก

นอกจากความขัดแย้งด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นมาในช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลายด้านก็มี “ตัวแปร” สำคัญที่เริ่มถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “แรร์เอิร์ธ” หรือธาตุหายาก ซึ่งแม้จะมีชื่อว่า “หายาก” แต่ที่จริงแล้วไม่ได้หายากในธรรมชาติ แต่ยากตรงที่การสกัดให้ได้ในรูปแบบบริสุทธิ์ โดยธาตุแรร์เอิร์ธแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ธาตุหายากชนิดเบา (Light Rare Earth Element: LREE) และธาตุหายากชนิดหนัก (Heavy Rare Earth Element: HREE) ซึ่งทั้งสองกลุ่มล้วนเป็นวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้ในการผลิตเทคโนโลยีสมัยใหม่

ทำไมแรร์เอิร์ธจึงสำคัญ?

ในปัจจุบัน มีความต้องการแรร์เอิร์ธสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์และสินค้าเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายประเภท โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า กังหันลมผลิตไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและการป้องกันประเทศ แรร์เอิร์ธจึงกลายเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต่างๆ ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธกลับกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ จึงทำให้ทรัพยากรชนิดนี้มีความสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

Advertisement

จีนครองเกม แต่สหรัฐไม่ยอมแพ้

McKinsey คาดการณ์ว่าในปี 2578 ความต้องการแรร์เอิร์ธของโลกเพื่อใช้ผลิตแม่เหล็กจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 สะท้อนว่าแรร์เอิร์ธเป็นวัตถุดิบที่ “ขาดไม่ได้” ในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนเป็นผู้เล่นใหญ่ที่สุดในวงการแรร์เอิร์ธ ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิตและแปรรูปแรร์เอิร์ธมากที่สุดในโลกเนื่องจากมีกำลังผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานคิดเป็นเกินครึ่งหนึ่งของทั้งโลก ทำให้จีนสามารถใช้แรร์เอิร์ธเป็นเครื่องมือต่อรองสำคัญกับสหรัฐ เพราะสหรัฐยังต้องพึ่งพาการนำเข้าแรร์เอิร์ธจากจีนเป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจึงต้องเร่งคานอำนาจและลดการพึ่งพาจีนในระยะยาว ส่งผลให้สหรัฐเร่งสร้างพันธมิตรใหม่ด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย มาเลเซีย เวียดนาม รวมถึงไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธและลดการผูกขาดของจีน โดย MOU ระหว่างไทยกับสหรัฐนั้น เป็นกรอบความร่วมมือด้านการสำรวจศักยภาพแหล่งแร่และการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปแรร์เอิร์ธ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมนี้

ไทยอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทาน?

แม้ไทยจะไม่มีเหมืองแรร์เอิร์ธเชิงพาณิชย์ แต่กลับมีบทบาทที่น่าสนใจในห่วงโซ่อุปทาน โดยสามารถแบ่งห่วงโซ่อุปทานออกเป็น 3 ระดับดังนี้

1.อุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งเป็นการทำเหมืองแร่ โดยไทยยังไม่มีการทำเหมืองแรร์เอิร์ธเชิงพาณิชย์ แต่มีการแต่งแร่ (Beneficiation) โดยนำเข้าสินแร่ดิบมาแยกแร่ที่มีแรร์เอิร์ธผสมอยู่ออกจากหินและแร่อื่นๆ จากนั้นจึงส่งออกไปยังประเทศที่สามารถสกัดแรร์เอิร์ธได้

2.อุตสาหกรรมกลางน้ำ ซึ่งเป็นการแยกและถลุงแร่ โดยสินแร่เข้มข้นที่ได้จากเหมืองแร่จะถูกนำไปผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อผลิตสารประกอบโลหะ (แรร์เอิร์ธออกไซด์) ที่มีความบริสุทธิ์สูง อย่างไรก็ตาม ไทยยังไม่สามารถแปรรูปแรร์เอิร์ธได้ในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและยังไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ในไทย ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าสารประกอบแรร์เอิร์ธในขั้นกลางเพื่อใช้ในการผลิตต่อไป

3.อุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งเป็นการผลิตโลหะและแม่เหล็กจากแรร์เอิร์ธ โดยผู้ผลิตจะนำสารประกอบโลหะหรือแรร์เอิร์ธออกไซด์มาผ่านกระบวนการเพื่อแปลงเป็นโลหะและโลหะผสม จากนั้นนำไปผลิตแม่เหล็กถาวรที่มีประสิทธิภาพสูง โดยไทยได้รับอานิสงส์จากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนผลิตโลหะและแม่เหล็กจากแรร์เอิร์ธ ทั้งเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก ไทยจึงมีส่วนร่วมในขั้นตอนนี้

โดยสรุปแล้ว ไทยพอมีบทบาทบ้างในอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำซึ่งเป็นอานิสงส์จากการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่แทบไม่มีบทบาทในอุตสาหกรรมขั้นกลางน้ำซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ดาบสองคม : โอกาสและความท้าทาย

อุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธเปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจากมีทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยโอกาสและความท้าทายในแต่ละขั้นของห่วงโซ่อุปทานแตกต่างกันดังนี้

1.อุตสาหกรรมต้นน้ำ คาดว่าในระยะสั้นไทยจะยังมีส่วนในการแต่งแร่และเป็นซัพพลายเออร์วัตถุดิบขั้นต้นให้กับประเทศที่สามารถสกัดแรร์เอิร์ธได้ อย่างไรก็ตาม การแต่งแร่อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโลหะหนักและธาตุกัมมันตรังสีซึ่งปนเปื้อนในกากแร่ที่เหลือจากการแต่ง หรือมลพิษทางอากาศจากการบดและคัดแยกแร่

2.อุตสาหกรรมกลางน้ำ ไทยมีโอกาสจำกัดเนื่องจากการแปรรูปแรร์เอิร์ธใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน ซึ่งไทยยังไม่สามารถทำได้ในเชิงพาณิชย์ นอกจากนั้นขั้นตอนนี้ก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สูงเช่นกัน

3.อุตสาหกรรมปลายน้ำ คาดว่าไทยมีโอกาสจากการขยายการลงทุนของบริษัทผู้ผลิตแม่เหล็กจากต่างประเทศ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แม่เหล็กแรร์เอิร์ธอย่างยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไฮเทคในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไทยอาจเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันในภูมิภาค โดยชาติอาเซียนต่างพยายามดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่เร่งขยายฐานการผลิตแม่เหล็ก นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายสำคัญในการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีระบบจัดการกากและของเสียที่ได้มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนดินและน้ำ

ทิศทางของไทยในสงครามแรร์เอิร์ธ

สงครามแรร์เอิร์ธระหว่างมหาอำนาจเปิดโอกาสให้ไทยก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก แม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นหลัก แต่ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศและการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธได้ รวมถึงส่งเสริมการสำรวจ วิจัย และพัฒนาในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจพัฒนาอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธของไทยต้องมาพร้อมกับการประเมินความคุ้มค่าระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างรอบด้าน เพราะในยุคที่ธาตุหายากกลายเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ของโลก ไทยต้อง “เดินหมากให้ถูก” เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่สูญเสียคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน