ส.อ.ท.แนะรัฐทยอยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ห่วงวินัยทางการคลัง ชี้แลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน-ชี้ต้นทุนโลจิสติกส์ไทยพุ่ง ไทยต้องอยู่ให้เป็น-รับภูมิรัฐศาสตร์โลก
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ กล่าวว่า เห็นด้วยในหลักการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างย่ำแย่ โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นายมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เหมือนน้ำตกที่ไหลลงมาทีละชั้น ไม่ควรอัดเม็ดเงินลงไปทั้งหมดในคราวเดียว ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจที่ผันผวน เพราะหากเอสเอ็มอีสามารถฟื้นตัวได้จะเกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ และช่วยให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือเรื่องวินัยทางการคลัง อยากเห็นกระทรวงการคลังวางระบบบริหารจัดการงบประมาณ และการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว
นายมนตรี กล่าวต่อว่า จากกรณีที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์นั้นเหมาะสม เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ และสามารถผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม มองว่าโครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงทางราง ทางเรือ และทางถนน รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนและการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน
นายมนตรี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศปรับตัวสูงขึ้นมาก จากเดิมประมาณ 12% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 26% จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
นายมนตรี ยังกล่าวถึง กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเทียบกับอดีตที่ประเทศต่าง ๆ มีความใกล้ชิดกันมากกว่านี้ แต่วันนี้โลกกำลังเผชิญปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มแยกตัว และแข่งขันกันมากขึ้น
นายมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับตัว โดยควรเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมย้ำว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็นและบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

