ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาฯ ชู Water Economy -แนะ 3 แนวทางพลิกน้ำสร้างชาติชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา Water Resilience Forum 2/2026 พลิกน้ำ สร้างชาติ ศูนย์ “กันก่อนท่วม” หรือ Water Resilience Center นำโดย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี นายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายประเชิญ คนเทศ ผู้จัดการมูลนิธิลุ่มน้ำท่าจีนนครปฐม นายวรสถิตย์ บัวแดง ต้นกล้าชุมชน มูลนิธิเอสซีจี เข้าร่วมงานสัมมนา
นายวิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง กระทบเศรษฐกิจในวงกว้างทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และค่าครองชีพประชาชน โดยมหาอุทกภัยในปี 2554 สร้างความเสียหายสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันปี 2555-2556 ระยะเวลา 2 ปี ไทยเผชิญภัยแล้งต่อเนื่อง เสียหายราว 3 หมื่นล้านบาท “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้แบบเดิมเราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อย ๆ
นายวิเลิศ กล่าวว่า เราผลักดันแนวคิด Water Economy เปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” หรือ Water Resilience Center ภายใต้คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Massachusetts Institute of Technology และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมุ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดภัย ลดความสูญเสีย และเพิ่มศักยภาพประเทศในการรับมือวิกฤตสภาพอากาศในระยะยาว
นายวิเลิศ กล่าวว่า แนวคิด “Water Economy” ไม่ได้มองน้ำเป็นเพียงปัญหา แต่เป็นโอกาสในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่าพลังความร่วมมือและ “น้ำใจ” จากทุกหน่วยงานคือหัวใจสำคัญในการพลิกวิกฤตน้ำให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ และสร้างระบบป้องกันภัยพิบัติที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทยในอนาคต นอกจากนี้ นวัตกรรม Water Data ที่ใช้รวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ สำหรับใช้คาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าให้สามารถเข้าแก้ไขที่ต้นเหตุก่อนเกิดวิกฤต และวางกลยุทธ์บริหารจัดการน้ำเพื่อความแม่นยำ
นายวิเลิศ กล่าวว่า แพลตฟอร์มที่ใช้รวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝนจะเปิดให้ทั้งภาครัฐและเอกชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศในภาพรวม และหากโครงการพัฒนาระบบและนวัตกรรมมีความพร้อมชัดเจน โดยจะนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันสู่การใช้ประโยชน์เชิงนโยบายด้านป้องกันน้ำท่วมในระยะต่อไป
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำทะเลหนุน และน้ำเสีย ยังคงเป็นวิกฤตซ้ำซากที่กระทบทั้งวิถีชีวิตประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน การคมนาคม และการท่องเที่ยว ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สถานการณ์น้ำรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาและฟื้นฟู แทนการนำงบไปพัฒนาด้านอื่นของประเทศ
นายชยันต์ กล่าวว่า ทั้งนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้ สทนช.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการบริหารจัดการน้ำของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาเป็น “วาระแห่งชาติ” ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศและระบบแจ้งเตือนภัยให้แม่นยำและทันเวลา พร้อมเดินหน้ามาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ ควบคู่กับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและภาคเกษตร ลดผลกระทบต่อประชาชน
นายชยันต์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำ จากระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน สทนช. ยังร่วมกับกว่า 50 หน่วยงาน เดินหน้าขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ป้องกันน้ำท่วม และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำตามแนวพระราชดำริ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและรองรับความต้องการในอนาคต
นายชยันต์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นภาคการศึกษาที่มีองค์ความรู้และ เทคโนโลยี รวมทั้งภาคเอกชนหลายแห่งที่เห็นความสำคัญของวิกฤตน้ำ อาสามาร่วมบูรณาการกับ สทนช. เชื่อว่าจะช่วย ยกระดับการแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมได้ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน นำไปสู่การเตรียมการล่วงหน้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งยั่งยืนร่วมกัน
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “น้ำ” ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากผลกระทบเอลนีโญและ Climate Change ที่ทำให้เกิดทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรง กระทบภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพประชาชน ขณะที่ภาครัฐยังต้องใช้งบเยียวยาซ้ำซากทุกปีโดยขาดการลงทุนแก้ปัญหาระยะยาว
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy ชี้ไทยมีต้นแบบบริหารจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จแล้ว อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ใช้การบริหารเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” และ “แก้มลิงธรรมชาติ” ลดผลกระทบน้ำหลากก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ต่างประเทศอย่างโครงการ เขื่อนสามผาของจีน สะท้อนว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของไทยคือ การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่
นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” และภาคเอกชน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. ยกระดับ “วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง โดยปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ และบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. สร้าง “Water Smart Community” เพื่อสนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้ และ 3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform) ที่ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก เมื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ประเทศไทย จะสามารถ “พลิกน้ำ สร้างชาติ” ได้อย่างแท้จริง

