SCATH คาด’ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นศก.แค่ระยะสั้น แลนด์บริดจ์เสี่ยงไม่คุ้มทุน-แนะเพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์พลังงานแทน

9.05.26 | 15:35 น.

SCATH คาด’ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นศก.แค่ระยะสั้น แลนด์บริดจ์เสี่ยงไม่คุ้มทุน-แนะเพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์พลังงานแทน

  • ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นศก.แค่ระยะสั้น

นายณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย หรือ Specialty Coffee Association of Thailand (SCATH) ให้ความเห็นว่าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คาดว่าน่าจะมีลักษณะเหมือนโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เท่าที่ผ่านมาเรายังไม่เคยเข้าร่วมเลยสักครั้ง โดยมุมมองส่วนตัวมองว่าโครงการนี้เป็นการกระตุ้นยอดขาย หรือกระตุ้นกำลังซื้อแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ จึงไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ พบว่าในช่วงที่มีมาตรการออกมา บรรยากาศการใช้จ่ายค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะร้านกาแฟระดับราคากลางถึงระดับล่าง

“ถ้ายกตัวอย่างง่าย ๆ เอาราคาเฉลี่ยกาแฟแก้วละ 80 บาทเป็นแกน ร้านที่ขายตั้งแต่ราคา 80 บาทขึ้นไป จะได้รับผลบวกค่อนข้างน้อย เพราะกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้ออยู่แล้ว แต่ร้านที่ราคาต่ำกว่า 80 บาท หลายร้านในเครือข่ายของสมาคมฯ เห็นชัดว่าช่วงที่โครงการออกมายอดขายเพิ่มขึ้นค่อนข้างชัดเจน” นายณัฏฐ์ฐิติ กล่าว

 

  • ต้นทุนพลังงานดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมผู้ประกอบการรายย่อย

นายณัฏฐ์ฐิติ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและบริการหลายด้าน ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตามค่าของเงินที่อ่อนตัว หากในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง มีนโยบายด้านภาษีหรือมาตรการที่เพิ่มภาระต้นทุนเข้ามาซ้ำเติมอีก ก็จะยิ่งทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กดำเนินธุรกิจได้ยากขึ้น

“ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ตรงกลางของสถานการณ์นี้ ต้นทุนก็ขึ้น แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าก็มีกำลังซื้อลดลง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่ เพราะกลัวกระทบผู้บริโภค สุดท้ายรายย่อยจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน” นายพงษ์ศิลา กล่าว

Advertisement

นายณัฏฐ์ฐิติ กล่าวว่า ทั้งนี้ มองว่าผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อ เพราะต้นทุนด้านพลังงานเชื่อมโยงไปยังราคาสินค้าและบริการแทบทุกประเภท ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอมีทางรอดหรือมีเครื่องมือในการจัดการต้นทุนมากกว่า หรือปรับตัวได้มากกว่ารายย่อย

 

  • ชี้แลนด์บริดจ์อาจไม่คุ้มผลตามที่คาดหวัง

นายพงษ์ศิลา คำมาก รองนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย หรือ Specialty Coffee Association of Thailand (SCATH) ให้ความเห็นถึงโครงการ “แลนด์บริดจ์” ว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดของโครงการ แต่เข้าใจว่ารัฐบาลหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนด้านพลังงานทั่วโลก ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า หากเกิดเหตุลักษณะเดียวกันกับช่องแคบมะละกา อาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งและความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม มองว่า หากต้องลงทุนในระดับมหาศาลเพื่อทำ “แลนด์บริดจ์” อาจไม่ได้ผลคุ้มค่าตามที่คาดหวัง เนื่องจากยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่อง “double handling” หรือการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์หลายต่อ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนไม่ลดลง และระยะเวลาขนส่งก็ไม่ได้เร็วขึ้น

“ถ้าจะให้ใช้งานได้จริง อาจต้องเป็นลักษณะเดียวกับคลองปานามา ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล และไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะคืนทุน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ผมจึงยังมองไม่ออกว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างชัดเจนอย่างไร” นายพงษ์ศิลา กล่าว

 

  • แนะเพิ่มศักยภาพพลังงาน/โลจิสติกส์

นายพงษ์ศิลา กล่าวว่า ทั้งนี้ เสนอว่าหากรัฐบาลต้องการเพิ่มศักยภาพด้านพลังงานและโลจิสติกส์ อาจเลือกโมเดลที่ใช้งบประมาณน้อยกว่า อาทิ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันให้เชื่อมกับอ่าวไทย เพื่อใช้เป็นจุดพักและขนถ่ายน้ำมัน โดยช่วยให้เรือสามารถบายพาสช่องแคบมะละกาได้บางส่วน ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่า และช่วยสร้างอำนาจต่อรองด้านความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าโมเดลดังกล่าวแม้จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าแต่ก็ยังมีความเสี่ยง อาทิ ปัญหาน้ำมันรั่วระหว่างกระบวนการขนถ่ายที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ศรีราชา ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทางทะเล

“ถ้าเทียบกับการลงทุนขนาดใหญ่ มองว่าแนวทางนี้ใช้งบประมาณน้อยกว่า และน่าจะช่วยรักษาดุลยภาพด้านพลังงานและความมั่นคงในภูมิภาคได้ดีกว่า” นายพงษ์ศิลา กล่าว