เอกชน-อจ.ประสานเสียง พรก.กู้4แสนล.ต้องรอบคอบ เร่งปฏิรูปพลังงานเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่ เอกชนมองว่าสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางระยะยาว หอการค้าไทยเห็นว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานสูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต
นายพจน์ กล่าวว่า หอการค้าไทยเห็นว่า การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน ระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่องกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบอีวี และโครงสร้างพื้นฐานช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องรอบคอบ มีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง
นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของไทยจะเกิดขึ้นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ. 2569 ว่า ราคาพลังงานไทยแพงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ใช่เพราะทรัพยากรขาดแคลน แต่เพราะโครงสร้างถูกออกแบบมาในยุคอื่น ยังคงทำงานอยู่ในโลกเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ค่าไฟฟ้าพุ่งสูง ราคาน้ำมันผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์ และการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงทุกปี ล้วนเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าถึงเวลาต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง ไทยไม่ใช่ประเทศขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน เวียดนามเพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนยังสามารถกลายเป็นผู้ผลิตโซลาร์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียนได้ ทั้งที่ไทยมีศักยภาพและที่ตั้งได้เปรียบกว่าในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากร แต่อยู่ที่โครงสร้างไม่เปิดโอกาสให้แข่งขัน
นายพชร กล่าวถึงโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกภายใต้วงเงิน 2 แสนล้านบาทของพ.ร.ก.เพิ่งประกาศใช้ว่า เป็นโอกาสดีเราจะได้ทำและปรับปรุงโครงสร้างเหล่านี้ให้เอื้อต่อสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมการลงทุนที่ดี มีสามสิ่งที่รัฐต้องทำทันทีคือ
ประการแรก ควรเปิดตลาด อย่าปิดกั้น ปลดล็อก DPPA และโซลาร์รูฟท็อปอย่างจริงจัง การลงทุนจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้งบรัฐ หากมีสัญญาณถูกต้องชัดเจนจากรัฐ
ประการที่สอง เปลี่ยนระบบจัดซื้อพลังงาน แทนที่จะต่อสัญญา PPA แบบเดิม ควรนำระบบประมูลแข่งขันมาใช้ เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนจริงของพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน
ประการที่สาม แยกสายส่งออกจากผู้ผลิต ตราบใดผู้ผลิตรายใหญ่ยังควบคุมโครงข่ายส่งไฟ การแข่งขันแท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือพื้นฐานทุกประเทศปฏิรูปสำเร็จ ต้องทำ ข้อโต้แย้งต่อการปฏิรูปมักอ้างความซับซ้อนทางเทคนิคและความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน ทุกข้ออ้างมีเหตุผลพอให้เลื่อนออกไปอีกหนึ่งวาระเสมอ แต่ฉากทัศน์ของเวียดนามพิสูจน์แล้วว่าประเทศกำลังพัฒนาสามารถเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้ภายในเวลาไม่กี่ปี หากมีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน ไทยยังพอมีเวลา แม้หน้าต่างนั้นกำลังแคบลงทุกปี ประเทศที่มีพลังงานสะอาดในราคาแน่นอนและตลาดเปิดกว้างจะดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ประเทศปกป้องโครงสร้างเดิมต่อไปจะได้แต่ค่าไฟแพงขึ้น นักลงทุนย้ายฐาน และประชาชนแบกภาระหนักขึ้นทุกปี และทางเลือกมีเพียงสองทางเวลากำลังเดินต่อไปโดยไม่รอใคร ขอให้รัฐบาลทำสำเร็จตามความมุ่งหมายเลือกไว้ในบัญชีท้ายของพ.ร.ก.ฉบับนี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดถึงกรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและพลังงานว่า สิ่งสำคัญคือความจำเป็น เราต้องมาดูว่าวงเงิน 400,000 ล้านบาทใช้กับอะไรบ้าง รัฐบาลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส มาตรการช่วยพยุงกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และอีก 200,000 ล้านบาท ปรับโครงสร้างพลังงาน ในส่วนของวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ดูแลเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่วนโครงการปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท มีความเร่งด่วนหรือไม่นั้น ขึ้นกับมุมมองของแต่ละฝ่าย แต่ในมุมของรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศได้ทันที ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะใช้เงินในรูปแบบใด แต่แนวทางเป็นไปได้ เช่น การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟในภาคครัวเรือน หน่วยราชการ และชุมชน รวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจะช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับประเทศไทยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตมากขึ้น หากไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้มากขึ้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

