หน้าแรก เศรษฐกิจ บีโอไอ กางแผน...

บีโอไอ กางแผนรับ ‘คลื่นลงทุนลูกที่ 3’ ปักหมุด 3 อุตสาหกรรมใหม่ สู่ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

11.05.26 | 12:42 น.

บีโอไอ กางแผนรับ ‘คลื่นลงทุนลูกที่ 3’ ปักหมุด 3 อุตสาหกรรมใหม่ สู่ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในด้านนวัตกรรม และศักยภาพของประเทศไทยในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวในหัวข้อ “ลงทุนนวัตกรรม อนาคตโลก อนาคตไทย” ว่าจังหวะเวลาตอนนี้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญของประเทศไทยในการใช้การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศ ซึ่งโอกาสลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ที่จะใช้การลงทุนเพื่อทรานฟอร์มประเทศ โดยที่ผ่านมาเกิดคลื่นการลงทุนใหญ่ไหลเข้าประเทศไทยขึ้น 2 ครั้ง และตอนนี้เรากำลังอยู่ในคลื่นลูกที่ 3 เป็นระลอกที่ขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันจากสถานการณ์สงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ของไทย

นายนฤตม์กล่าวว่า เทียบกับคลื่นการลงทุนใหญ่ 2 รอบแรกที่ผ่านมา คลื่นลูกที่ 1 เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลไทยเริ่มจัดตั้งบีโอไอเพื่อเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ และมีการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าเป็นครั้งแรกเพื่อจูงใจนักลงทุน คลื่นลูกที่ 2 หลังปี 2528 เกิดขึ้นจากข้อตกลงพลาซ่าแอคคอร์ด (Plaza Accord) ที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว บีบให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศและเลือกไทยเป็นฐานหลัก ส่งผลให้จำนวนโครงการลงทุนจากญี่ปุ่นกระโดดเพิ่มขึ้นจากเดิมปีละ 10-15 โครงการ เป็นเกือบ 200 โครงการทันที โดยคลื่นการลงทุนลูกที่ 3 นี้มีความแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะคลื่นลูกแรกเน้นการใช้ทรัพยากรและแรงงานเข้มข้น ส่วนคลื่นลูกที่สองเน้นแรงงานและเงินทุนเข้มข้น แต่คลื่นลูกที่ 3 นี้จะมาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญ

นายนฤตม์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมี 3 ปัจจัยหลักที่เปลี่ยนทิศทางการลงทุนโลก ได้แก่ 1.เทคโนโลยีและนวัตกรรม การเติบโตแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ 2.ความยั่งยืน มาตรฐานอีเอสจี และเป้าหมายเน็ต ซีโร่ ที่ทำให้การลงทุนสีเขียว (Green Investment) เติบโต และ 3.ภูมิรัฐศาสตร์ การปรับซัพพลายเชนโลกเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งการเลือกลงทุนของนักลงทุนเปลี่ยนจากการเลือกประเทศที่ต้นทุนต่ำ มาเป็นประเทศที่ความเสี่ยงต่ำ มีเสถียรภาพ และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ปี 2567 ในทั่วโลกปรับลดลง 11% แต่อาเซียนเพิ่มขึ้น 8% ทำให้ปัจจุบันอาเซียนกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ธนาคารโลกเรียกว่าเป็น Bright Spot สำหรับการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ นิคมอุตสาหกรรมคุณภาพ และซัพพลายเชนที่ครบวงจร

Advertisement

นายนฤตม์กล่าวด้วยว่า ล่าสุดจากการสำรวจของ A.T. Kearney พบว่าประเทศไทยกลับเข้าสู่อันดับ 20 ของโลกที่เป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุน และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ สะท้อนได้จากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในช่วงไตรมาส 1/2569 มีมูลค่าการลงทุนรวมทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2.4 เท่า โดยกลุ่มดิจิทัล ทั้งเดต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ เซอร์วิส ครองอันดับ 1 ตามด้วยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอยังได้วางเป้าหมาย 6 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ 1.Bio & Green : ต่อยอดจุดแข็งด้านอาหาร พลังงานสะอาด และการแพทย์ 2.อีวี สร้างระบบนิเวศครบวงจรตั้งแต่ผลิตรถ ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ จนถึงสถานีชาร์จ 3.เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง มุ่งสู่ IC Design และต้นน้ำ 4.เอไอ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มจีดีพีโลก 5.Automation & Robotics: รวมถึงหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Humanoid) และ 6.ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ดึง Regional Headquarter และศูนย์กระจายสินค้ามาอยู่ในไทย

นายนฤตม์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคืบหน้าสำคัญของการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอคือ บริษัท ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปอันดับ 1 ของโลก เตรียมสร้างซัพพลายเชนในไทย ขณะที่ Infineon ผู้นำจากเยอรมนี กำลังสร้างโรงงานและศูนย์ R&D แห่งแรกในไทย โดยจะจ้างงานกว่า 5,000 คน และทำให้ไทยเป็นฐานผลิต Power Module ที่ใหญ่ที่สุดนอกเยอรมนี Analog Devices (ADI) ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐก็ได้เปิดศูนย์ IC Design และศูนย์ทดสอบใหญ่ในไทยเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (พีซีบี) ไทยมียอดลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท จากบริษัทชั้นนำ 50 รายทั่วโลกที่เข้ามาตั้งฐานผลิตพีซีบีประเภทพิเศษสำหรับเอไอ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ Humanoid ที่เริ่มมีการลงทุนเพื่อป้อนลูกค้าอย่าง Tesla, Apple และ Huawei เพิ่มเติมแล้ว

นายนฤตม์กล่าวว่า อุตสาหกรรมสำคัญที่กำลังสร้างนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนโลก และเป็นกลุ่มที่บีโอไอให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.เอไอ ที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่และเร่งนวัตกรรม เพราะถือเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็วมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์จาก PWC ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เอไอจะส่งผลให้จีดีพีของโลกเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 15% 2.เซมิคอนดักเตอร์ ถือเป็นหัวใจของนวัตกรรมสู่อนาคต มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด เดิมคาดว่ามูลค่าตลาดโลกจะแตะ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030 แต่ปัจจุบันคาดว่าจะ บรรลุเป้าหมายได้ภายในปีนี้ ซึ่งเร็วขึ้นถึง 4 ปี ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตเร็วกว่าจีดีพีโลกถึง 6 เท่า และ 3.หุ่นยนต์และหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Robotics & Humanoid) โดยทั้ง 3 อุตสาหกรรมนี้ สร้างโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อการเปลี่ยนไทยจากศูนย์กลางการผลิต สู่ศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ

“การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ต้องขับเคลื่อนผ่าน 5 เรื่องใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม เทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง ซัพพลายเชน และพลังงาน เพื่อทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่เป็นฐานของนวัตกรรม หากใครจะมาลงทุนเทคโนโลยี ความยั่งยืน หรือการผลิตที่สะอาดที่สุดในโลก ต้องคิดถึงประเทศไทย” นายนฤตม์กล่าว