หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. กางแผน...

ส.อ.ท. กางแผน 5I ยกระดับอุตสาหกรรมไทยโฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

11.05.26 | 12:58 น.

ส.อ.ท. กางแผน 5I ยกระดับอุตสาหกรรมไทยโฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในด้านนวัตกรรม และศักยภาพของประเทศไทยในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขึ้นทอล์กในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และการยกระดับ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยนวัตกรรม” ระบุว่า ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในวาระการทำงานปี 2569-2571 ส.อ.ท. จะเป็น “The New Chapter of Thai Industry” พร้อมขับเคลื่อน อุตสาหกรรมไทยผ่านนโยบาย 5I ซึ่งมีตัว “I” เป็นตัวแทนของคำว่า Industry ประกอบด้วยยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้านที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งแบ่งออกเป็น I1 ถึง I5 ครอบคลุมทั้งด้านการยกระดับการผลิต นวัตกรรม เครือข่ายระดับโลก โครงสร้างพื้นฐาน และความยั่งยืน โดยไอที่ 1 คือเรื่องของ Productivity ที่ต้องมุ่งไปสู่ Intelligent Industry เพื่อผลักดันให้เกิด Smart Industry และยกระดับไปสู่การเป็น Smart OEM ขณะที่ไอที่ 2 จะเน้นเรื่องของนวัตกรรม หรือ Innovation and Creativity เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งหวังให้ผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต พัฒนาศักยภาพจนสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าเอง เพื่อยกระดับมูลค่าให้สูงขึ้น

นางพิมพ์ใจกล่าวว่า สำหรับไอที่ 3 คือ International Alliance and Network โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Hub) ของโลก ด้วยประเทศไทยมีความได้เปรียบจากจุดยืนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีของประเทศ โดยไอที่ 1, 2 และ 3 จะเป็นภาพของกระบวนการทางธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันได้นั้น จะต้องยืนอยู่บนฐานของไอที่ 4 คือ Industrial Infrastructure Reform หรือการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ทั้งในด้านพลังงาน กฎหมาย การคุ้มครองดูแลสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย และการพัฒนาด้านทุนมนุษย์ (Human Capital) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในส่วนของไอที่ 5 คือ Inclusive Sustainable Growth คือการสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมาก

“เราจะเป็น The New Chapter of Thai Industry ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย 5 I ตั้งแต่ Intelligent Industry ยกระดับสู่สมาร์ทอุตสาหกรรม, Innovation & Creativity สร้างแบรนด์ด้วยนวัตกรรม, International Alliance ดันไทยเป็นศูนย์กลางซัพพลายเชนโลก, Infrastructure Reform ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน และ Inclusive & Sustainable Growth เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน” นางพิมพ์ใจกล่าว

Advertisement

นางพิมพ์ใจกล่าวว่า 5 ด้านมีความเชื่อมโยงกัน โดย I1 I2 และ I3 จะเป็นกลไกหลักของกระบวนการธุรกิจอุตสาหกรรม ขณะที่การเติบโตอย่างยั่งยืนและการแข่งขันได้ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและมีแนวคิดด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมทุกมิติ โดย Intelligent Industry จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industry ผ่านการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบ MES, ERP, Robotic Automation, Cloud AI, ระบบบริหารจัดการพลังงานและพลังงานหมุนเวียน (Energy Management and Renewable Energy), Smart Logistics รวมถึง Data Twin และ Data Simulation ซึ่งทั้งหมดเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมให้ทันสมัยและแข่งขันได้

“งานนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชิปและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Intelligent Industry ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้น เราต้องการให้นวัตกรรมตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนา Innovation ให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม” นางพิมพ์ใจกล่าว

นางพิมพ์ใจกล่าวอีกว่า สำหรับ Innovation and Creativity Industry จะมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยมองว่าผู้ประกอบการไทยต้องยกระดับจากการเป็น OEM หรือผู้รับจ้างผลิต ไปสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และเจ้าของนวัตกรรมของตนเอง ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังรับจ้างผลิตและขายต่อให้บริษัทข้ามชาติ ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องยกระดับขึ้นมาเป็นเจ้าของแบรนด์ เจ้าของนวัตกรรม และเจ้าของ IP ของตัวเอง นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมดั้งเดิม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น Future Food, Medical Device, ระบบราง, โรงงานรถไฟแห่งชาติ, รถยนต์ EV และอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Industry) เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

นางพิมพ์ใจกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาสำคัญของไทยในปัจจุบันคือ งานวิจัยจำนวนมากยังไม่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง โดยหลายครั้งพบว่างานวิจัยมีลักษณะใกล้เคียงกันจำนวนมาก แต่ยังต้องนำมาปรับปรุงต่ออีกมาก จึงต้องการให้งานวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง

“บางครั้งเราเจองานวิจัย 3-4 ตัวที่ใกล้เคียงกัน แต่ยังต้องแก้ไขปรับปรุงอีกเยอะ จึงอยากได้งานวิจัยที่เกิดจากโจทย์ของอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพื่อให้วิจัยได้ตรงเป้า” นางพิมพ์ใจกล่าว

นางพิมพ์ใจมองว่า International Alliance and Network จะมุ่งสร้างเครือข่ายและพันธมิตรระดับโลก โดยไทยมีจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นกลาง ซึ่งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลาง Global Supply Chain ประเทศไทยอยู่ในจุดที่ดีของภูมิรัฐศาสตร์ ความเป็นกลางของเราเป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งด้านการลงทุนและการเป็น Global Supply Chain ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นฮับด้านอาหารของโลก ผ่านโครงการ “Food Valley” ซึ่งเป็นการรวบรวมผู้ผลิตภาคเกษตร ผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร และนักนวัตกรรม มาร่วมพัฒนาห่วงโซ่อาหารและผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อขยายสู่ตลาดโลก โดยปัจจุบันมีการดำเนินโครงการทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออก ขณะเดียวกัน ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฮับอุตสาหกรรมอัญมณี รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และต้องต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลาง EV ในอนาคต นอกจากนี้ ยังมองว่าอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากประเทศมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมีชื่อเสียงด้านการแพทย์อยู่แล้ว

นางพิมพ์ใจกล่าวว่า สำหรับ Industrial Infrastructure Reform นั้น ส.อ.ท.จะมุ่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กฎหมาย และมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจะโฟกัสเรื่องพลังงาน กฎหมายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการคุ้มครองอุตสาหกรรมไทยด้านมาตรฐานต่างๆ ทั้งนี้ ส.อ.ท.เสนอให้เร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อผลักดันให้เกิดระบบ PPA และ GTA ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสรีด้านพลังงาน และลดต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจระบุว่า ด้านมาตรฐานสินค้า ส.อ.ท.เตรียมผลักดันการยกระดับระบบรับรอง “Made in Thailand” (MIT) ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมบัญชีกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสินค้าไทยและอุตสาหกรรมไทย อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI, Robotics และ Humanoid ในอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่

นางพิมพ์ใจกล่าวถึง Inclusive Sustainable Growth ว่าจะมุ่งเน้นเรื่อง Low Carbon Transition, Circular Transformation และ Pay by Skill โดยมองว่าทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ล้วนต้องใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน และในเรื่อง Pay by Skill เป็นสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมพัฒนามานาน และต้องยกระดับต่อ เพราะเมื่อบุคลากรมีทักษะและความสามารถเพิ่มขึ้น ก็ควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถ

นางพิมพ์ใจกล่าวว่า นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการผลักดันนวัตกรรม โดยล่าสุดได้เปิด “IP Connect Center” เพื่อเป็นคลินิกด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับผู้ประกอบการทุกระดับ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น