หน้าแรก เศรษฐกิจ GISTDA เห็นอน...

GISTDA เห็นอนาคตไทยกู้โลก! ‘เกษตรกรรม 150 ล้านไร่’ คือทางรอด ผุดแอพพ์เช็กท่วม-แล้ง

11.05.26 | 13:51 น.

GISTDA เห็นทางรอด! เกษตรกรรม 150 ล้านไร่ อนาคตประเทศไทยช่วยโลก ชี้เป้า แอพพ์เช็กน้ำ-แล้ง

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดสัมมนา ‘Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ’ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในด้านนวัตกรรม และศักยภาพของประเทศไทยในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อน ท่ามกลางภาคธุรกิจ ราชการ คณาจารย์และนักศึกษาเข้าร่วมากกว่า 200 คน

โดยในช่วงแรก : Inspiration ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ’

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 11.15 น. เข้าสู่ช่วงที่ 3 โชว์เคสนวัตกรรมที่ธุรกิจไทยนำมาพัฒนาประเทศและสร้างรายได้ให้กับประเทศในปัจจุบัน โดยวิทยากรได้แก่ นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร เอไอเอส ในหัวข้อ ‘The New Engine of Nation : AI และ Digital Infrastructre กับอนาคตไทย’ นายภัคชนม์ หุ่นสุวรรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โรวูล่า (ประเทศไทย) จำกัด ในหัวข้อ ‘Xplorer ยานสำรวจใต้น้ำอัตโนมัติ พลิกศักยภาพเทคโนโลยีขั้นสูงไทยสู่สากล’ ร่วมด้วย ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA กล่าวในหัวข้อ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ

Advertisement

ในตอนหนึ่ง ดร.ปกรณ์กล่าวว่า การพัฒนาประเทศ ปัญหาทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับพื้นที่ ซึ่งใน 365 วันแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งเรื่องดี ผลผลิตที่กำลังเติบโต ภัยคุกคาม จีโอโพลิติก สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป รวมถึงเอลนีโญ ลานีญา ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนมีผลกระทบกับเรา

ซึ่งงานของจิสด้า คือการบริการมนุษยชาติ ด้วยการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ เริ่มตั้งแต่สิ่งที่เรามองเห็นอย่างต้นไม้ แม่น้ำ ไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น พายุที่กำลังจะมา ไอน้ำในบรรยากาศ รวมถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่จากดาวเทียมดวงเดียว แต่เป็นข้อมูลจากดาวเทียมพันธมิตรหลายดวง สำรวจอวกาศพื้นโลก ตั้งแต่ชั้นบรรยากาศลงมาถึงพื้นผิวดิน น้ำ แร่ธาตุต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่เปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลก ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในระบบดิจิทัล

“ทำให้เราเห็นมุมมองของโลก ใน perspective ที่กว้างขึ้นในระดับต่างออกไป เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงสเกลเวลา ใน space and time เรานำข้อมูลเหล่านี้มาใช้วางแผน ทำแพลตฟอร์ม เพื่อให้เราเข้าใจ นำคุณค่าจากอวกาศลงมาสู่พื้นโลก และนำไปสู่การใช้ประโยชน์ภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ระดับการบริหารจัดการเชิงนโยบาย ปฏิบัติการในระดับพื้นที่ รวมถึงประชาชน”

“ซึ่งถ้าเราพูดจริงๆ เราพยายามสำรวจพื้นโลก เก็บข้อมูลจริง ลงสู่การประมวลผลในโลกเสมือน รวมถึงคาดการณ์ทั้งการเพาะปลูก ภัยพิบัติ นั่นคือคอนเซ็ปต์ของ Digital Twis of the physical World ซึ่งใช้ร่วมกันกับ AI อะไรที่โลกจริงเปลี่ยน โลกเสมือนก็ต้องเปลี่ยนและแลกเปลี่ยนกัน เพื่อตอบคำถามในโลกจริงได้” ดร.ปกรณ์กล่าว และว่า

ดังนั้นเรื่องของ ‘ข้อมูลเชิงกายภาพ’ จะช่วยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กระทบไปทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ สงคราม เศรษฐกิจ รวมถึงภาคการเกษตรที่เปลี่ยนไป

ดร.ปกรณ์กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนของมันเราต้องเท่าทัน เพราะไม่ได้กระทบแค่ในพื้นที่นั้นๆ แต่บางอย่างเปลี่ยนพื้นที่ห่างไกลเป็นหมื่นกิโลเมตร มีผลกระทบกับบ้านเรา อย่างเช่นตอนนี้ อุณหภูมิผิวน้ำสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสในมหาสมุทร แปซิฟิก ฝั่งอเมริกา ซึ่งมีผลกระทบต่อความชื้นและความแห้งแล้งของบ้านเรา เราทำตรงนี้ให้เห็นเพื่อเข้าใจและรองรับ

ข้อมูลเหล่านี้ นำมาสู่แอพพลิเคชั่น ทั้งเรื่องเกษตรและความมั่นคงทางด้านอาหาร, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, น้ำแบบองค์รวม, ภัยพิบัติ, เมือง รวมถึง แผนที่และความมั่นคง อย่างเรื่องรอบตัวคือ ‘การเกษตร’ ภัยพิบัติที่กำลังเผชิญ คาร์บอนในเชิงการค้า ล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่

จากนั้น ดร.ปกรณ์ยกตัวอย่าง ‘การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย’ อย่าง ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง โดย ‘สี’ ที่ต่างกันในแอพพลิเคชั่น คือ อายุของพืช เช่น สีแดง-คือนวัตกรรม (Innovation) ทำให้รู้ปริมาณผลผลิตที่กำลังจะเก็บเกี่ยว ซึ่งบางทีเราแค่เปลี่ยนวิธีการแนวคิดใหม่ ก็ทำให้รู้ปริมาณผลผลิตที่ต้องการ ซึ่งมีภาคเอกชนได้นำข้อมูลพื้นที่สีแดง ไปทวงหนี้เกษตรกร เป็นต้น ทำให้ตนได้ทราบความรู้ใหม่ ที่สามารถอัพเกรดต่อไปได้ในเชิง เกษตรอัจฉริยะ หรือเกษตรแม่นยำ รวมถึงติดตามสุขภาพของพืช ได้

เราติดตามเจริญเติบโตของพืชได้ เราศึกษาเป็นรอบ จนสามารถบอกได้ว่า 150 ล้านไร่ พื้นที่เพาะปลูกของประเทศไทย ตรงไหนมีศักยภาพ ผ่านร้อน แล้ง ฝน หนาว ทุก 1 ไร่ จะเห็นสภาพพื้นที่เพาะปลูก พืชไร่ อ้อย ข้าว ว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากน้อยแค่ไหน

“ข้อมูลตรงนี้ อย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 ปีนี้เราผ่านมาอย่างสะบักสะบอม ซึ่งเรามีการศึกษาฝุ่น ดูพฤติกรรมการเผา รวมถึงการเผาที่ไปเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งถ้าเรารู้ตำแหน่งพื้นที่การเผา ปีหน้าต้องดีขึ้น ทำให้เราสามารถรับมือได้ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยในการประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ พฤติกรรมการเผา ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินและการปกครอง” ดร.ปกรณ์เผย

ดร.ปกรณ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ องค์กรอวกาศชั้นนำของโลกอย่าง นาซ่า (NASA) ทำให้รู้แหล่งเผา รวมถึงต้นตอเผา ว่ามาจากอะไร สาเหตุของฝุ่น PM 2.5 ในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพฯ ในแต่ละสมัย เก็บข้อมูลตรงนี้ไว้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา

“เราเห็นร่องรอยการเผา ขยายผลไปสู่การตรวจสอบย้อนกลับได้ เราไม่ต้องการลงโทษใคร แต่เราเห็นแล้วว่า บางพื้นที่เลิกเผาไปแล้ว เราก็กดให้ รีวอร์ด (Reward) เขา สนับสนุนคนที่ทำดี ปีนี้พื้นที่การเผาพื้นมากขึ้น แต่ปีต่อไปต้องไม่มากขึ้น” ดร.ปกรณ์กล่าว และว่า

อยากเรียนว่า เราเห็นพฤติกรรมทางกายภาพ ทาง AIS เห็นพฤติกรรมของคน หากมาลิงก์กัน น่าจะสามารถช่วยให้เข้าใจบริบทได้ดีขึ้น

จากนั้น ดร.ปกรณ์กล่าวถึง แอพพลิเคชั่น ‘เช็คแล้ง’ ที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ยังไม่แล้งมาก อยู่ในระดับปานกลาง “เดือน พ.ค.อาจจะหนักหน่อย แต่เมื่อฝนมาจะเริ่มดีขึ้น เราติดตามตรงนี้เพื่อรองรับสถานการณ์ วางแผนอนาคต”

“ถ้าแล้งไปถึงปีหน้า จะทำอย่างไร เรารู้อยู่แล้วว่า จุดไหนแล้ง แต่ทำอย่างไรต่อให้พืชสามารถยังคงผลผลิตได้เท่าเดิม ปริมาณน้ำสืบทอดไปถึงฤดูกาลหน้า หน่วยงานรัฐเห็นภาพรวมทั้งหมด แหล่งน้ำอยู่ตรงไหนบ้าง เกษตรกรได้รับรู้ ว่าควรให้น้ำเท่าไหร่ เปลี่ยนจากความรู้สึก, ประสบการณ์ เป็นข้อมูลดิจิทัล ให้พืชของท่านไม่ตาย อยู่รอดต่อไปได้”

ดร.ปกรณ์กล่าวว่า ฤดูแล้งกำลังมา แต่ประมาทไม่ได้ในเรื่องของ ‘น้ำท่วม’ จากแต่ก่อน เอลนีโญ ลานีญา สลับกัน แต่ปัจจุบันไม่ใช้อย่างนั้นแล้ว เราอาจจะเคยได้ยินเรื่อง ‘ไอน้ำในชั้นบรรยากาศ’ หรือแม่น้ำบนชั้นบรรยากาศ ตอนนี้ดาวเทียมติดตามข้อมูลอยู่ อย่างกรณี น้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อไหร่ที่เกิดฝนแช่ มีโอกาสเกิดน้ำท่วมขึ้นได้ เราจึงพัฒนาแอพพลิเคชั่น ‘เช็กน้ำ’ ขึ้นมา ทำให้รู้ว่าคนติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม มีกี่คน

‘น้ำมาทีไร แต่ละปี คนมักเทียบกับปี 2554 เราจึงมี base ตรงนี้ไว้ ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลังไป 20 ปี ทำให้เห็นพฤติกรรมของการท่วม ภัยธรรมชาติพูดไม่ได้ แต่เราสังเกตได้ ทั้งท่วมและแล้งมาเจอกัน เราจึงต้องรับมือตลอดเวลา”

ดร.ปกรณ์กล่าวต่อว่า เมื่อผ่านท่วมแล้งแล้ว เราจะบำรุงพืชผลเกษตรอย่างไร ในเรื่องเกษตรอัจฉริยะ จึงคิดค้นนวัตกรรม ที่จะมาช่วยคำนวณเรื่องการใช้ปุ๋ย แมลง โรคระบาด ความสมบูรณ์ของพืช รวมถึงการพยากรณ์ผลผลิต บอกเกษตรได้เป็นรายแปลง บอกทุกไร่ บอกได้ว่าแต่ละไร่ต้องการน้ำเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่ว่าทั้ง 10 ไร่จะต้องการน้ำเท่ากัน โดยมาจากการคำนวณของดาวเทียม

ซึ่งเรามีที่ปรึกษา คุยกับอาจารย์ ทั้งภาควิชาไร่นา พืชสวน นักวิชาการจากกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

ดร.ปกรณ์กล่าวต่อว่า เมื่อผ่านภัยพิบัติ พืชผลดีขึ้นแล้ว เรื่องต่อไปคือ ความยั่งยืน อย่าง NET Zero ซึ่งเรายังไม่เคยวัด CO2 อย่างแท้จริง นวัตกรรมต่อไปไม่ได้วัดจากความใหญ่ของต้นไม้ แต่วัดสิ่งที่มองไม่เห็น ให้มองเห็น คือการวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง ด้วยการพัฒนา GHG Emissions & Removals

“จะเห็นว่าช่วงกลางวันดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงกลางคืนมีการปล่อยก๊าซฯ บ้าง พืชยืนต้นไม่มีปัญหายางพารา ปาล์มน้ำมัน แต่ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง วัดไม่ได้

จากการติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงที่ปล่อย ‘ก๊าซมีเทน’ ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดการขังของน้ำ ทำให้มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง สามารถตรวจสอบย้อนกลับ และให้รีวอร์ดได้ ว่าจุดไหน ปลดปล่อยมากหรือน้อย” ดร.ปกรณ์กล่าว และว่า รวมถึงคำนวณฤดูกาลทั้งปี พื้นที่อ้อย นาข้าว ทั้งปี มีการดูดคาร์บอน ปล่อยเท่าไหร่ หากดูทั้งช่วง Ecosystem ของข้าว ปรากฏว่า มีการดูดก๊าซมากกว่าการปล่อย แสดงว่า ประเทศที่มีการปลูกข้าว ทำกสิกรรมนั้น ดูดซับก๊าซมากกว่า ข้อมูลตรงนี้จะช่วยในเรื่อง ป้องกันการกีดกันทางการค้า และให้กำลังใจประเทศเกษตรกรรมทั้งหมด

“เรามีพื้นที่เกษตรกรรม 150 ล้านไร่ มหาศาล ถ้าเราทำตรงนี้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ดี ใช้พลังงานสะอาด จะกลายเป็นว่าประเทศไทยช่วยโลก”

“โสกราติส พูดมาตั้งแต่ 2,500 ปีที่แล้วว่า มนุษย์ต้องขึ้นไปบนอวกาศ เลยชั้นแอสโมสเฟียร์ขึ้นไป มองลงมาข้างล่าง ตอนนี้เรากำลังทำตามโสกราติส เมื่อเราเข้าใจโลก เข้าใจอดีต ปัจจุบันเราจะรองรับอนาคตได้” ดร.ปกรณ์กล่าวทิ้งท้าย