นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 มิถุนายน ธนาคารเปิดตัวสินเชื่อฟอร์โฮม เพื่อผู้มีรายได้น้อย กำหนดวงเงินกู้ไว้ 1 หมื่นล้านบาท สำหรับการกู้ซื้อบ้านในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ระดับ 3.43% ต่อปี โดย 2 ปีแรกดอกเบี้ย 2.9% ต่อปี ส่วนปีที่ 3 อยู่ที่ 4.5% ต่อปี โดยสินเชื่อดังกล่าวไม่ได้กำหนดเงินเดือนของผู้กู้ และเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถกู้ซื้อบ้านในราคาสูงขึ้น ธนาคารปรับสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ (ดีเอสอาร์) เหลือ 1 ใน 2 จากเดิมกำหนดไว้ 1 ใน 3 ทำให้เงินเดือนเพียง 12,000 บาท สามารถกู้บ้านในราคา 1 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ต้องมีรายได้ประมาณ 18,000 บาท รวมถึงทำให้ภาระในการผ่อนลดลง เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาทเดิมต้องผ่อนประมาณ 5,800 บาทต่อเดือน เหลือกว่า 4,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น
นายฉัตรชัยกล่าวว่า ขณะเดียวกันเปิดโอกาสให้ลูกค้าเก่าสามารถกู้เพิ่มเพื่อไปซ่อมแซมบ้านหรือเกี่ยวเนื่องกับบ้านวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกิน 4% ต่อปี รวมถึงธนาคารยังเพิ่มวงเงินสำหรับสินเชื่อในโครงการสานรัก อีก 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากได้รับความนิยมสูง ครั้งแรกเปิดวงเงิน 8 พันล้านบาทเต็มในเวลารวดเร็ว เพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 2.8 หมื่นล้านบาทวงเงินเต็มแล้ว ดังนั้น การเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท ทำให้วงเงินในโครงการสินเชื่อสานรักสูงถึง 3.8 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อสานรักกำหนดราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท สินเชื่อเฉลี่ย 3.3% ในช่วง 3 ปีแรก เป็นโครงการสำหรับผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน แต่ดอกเบี้ยถูกกว่าโครงการฟอร์โฮมเล็กน้อย เนื่องจากราคาบ้านต่ำกว่า
“การปล่อยสินเชื่อธนาคารในช่วงนี้ถือว่าสวนทางกับธนาคารพาณิชย์ขยับรายได้ขั้นต่ำจาก 2 หมื่นบาท เป็น 2.5 หมื่นบาท ในขณะที่ ธอส.จะเปิดโอกาสให้กลุ่มคนรายได้น้อยซื้อบ้านในราคาสูงขึ้นจากการผ่อนเกณฑ์ดีเอสอาร์ โดยยืนยันว่าธนาคารสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ล่าสุด หนี้เสียธนาคารอยู่ที่ 5.3% มีแนวโน้มปรับลดลง เหลือ 4% ในปีนี้จากการบริหารจัดการ และตัดหนี้เสียขาย 9,200 ล้านบาท” นายฉัตรชัยกล่าว
นายฉัตรชัยกล่าวว่า สินเชื่อข้างต้นคาดว่าช่วยผลักดันการปล่อยสินเชื่อของธนาคารปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 1.7 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ยอดปล่อยสินเชื่อ ต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก 5 เดือนแรกของปีปล่อยได้เพียง 5 หมื่นล้านบาท ถือว่ายังห่างเป้าหมาย ทำให้ธนาคารต้องเร่งปรับแผน เพื่อดึงให้สินเชื่อกลับมาอยู่ในระดับปกติ โดยหลังจากนี้พยายามปล่อยสินเชื่อให้ได้เดือนละ 1.7-1.8 หมื่นล้านบาท จากก่อนหน้านี้ปล่อยในระดับเดือนละ 1.4 หมื่นล้านบาท

