หน้าแรก เศรษฐกิจ NIA ชี้ ไทยรั...

NIA ชี้ ไทยรั้งอันดับ 45 นวัตกรรมโลก เร่งเครื่องสร้างผู้ประกอบการ ชู 4G ปลุกเศรษฐกิจนวัตกรรม

11.05.26 | 14:33 น.

NIA ชี้ ไทยรั้งอันดับ 45 นวัตกรรมโลก เร่งเครื่องสร้างผู้ประกอบการ ชู 4G ปลุกเศรษฐกิจนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ มติชน จัดสัมมนา ‘Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ’ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในด้านนวัตกรรม และศักยภาพของประเทศไทยโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ร่วมเสวนาหัวข้อ “Road to Innovation Nation – ขับเคลื่อนไทยสู่ชาตินวัตกรรม”

ดร.กริชผกา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (GII 2025) ที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 45 (36.7 คะแนน) จากประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก 139 ประเทศ ลดลง 4 อันดับจากปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศจีนเคยอยู่อันดับที่ 11 แต่ในปีที่ผ่านมาได้ขยับขึ้นอันดับ 10 ของโลก สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของโลกที่กำลังขับเคลื่อนนวัตกรรมท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาจากการชะลอตัวของอัตราการเติบโตของบรรษัทข้ามชาติรายใหญ่ รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศจีนจะมีศักยภาพสูง แต่ยังคงอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเทศเกาหลีใต้ และเนื่องจากจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีอุตสาหกรรมและอาชีพที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้สูง จึงทำให้ภาพรวมของประเทศอยู่ที่อันดับ 10 ของโลก ทั้งนี้เชื่อว่าอีกไม่นานจีนมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ Top 5 และอาจขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกได้ในอนาคต

“จุด Pain Point สำคัญของประเทศไทย คือเรื่องกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในระดับนโยบายของรัฐ เพื่อทำให้กฎหมายเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจนวัตกรรม มากกว่าการเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา รวมถึงเรื่องของระบบนิเวศนวัตกรรม การส่งเสริมเทคโนโลยี ระบบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณแก่สถาบันการศึกษา การจ้างงาน และการสร้างอาชีพ หากประเทศไทยสามารถปรับปรุงปัจจัยเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้ ก็มีโอกาสก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและพัฒนาอันดับด้านนวัตกรรมได้อย่างแน่นอน”ดร.กริชผกา กล่าว

Advertisement

อนาคตของนวัตกรรมจะขึ้นอยู่กับการลงทุนที่ยั่งยืน ความร่วมมือข้ามพรมแดน และการสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้างเพื่อให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างอย่างแท้จริง แม้ว่าประเทศไทยจะมีอันดับลดลงในหลายปัจจัย แต่ก็มีปัจจัยขับเคลื่อนนวัตกรรมหลายปัจจัยที่ปรับตัวดีขึ้น อาทิปัจจัยด้านทุนมนุษย์และการวิจัย (Human Capital and Research) อยู่อันดับที่ 53 (เดิมอันดับ 71) โดยปัจจัยย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่อันดับที่ 36 (เดิมอันดับ 47) นอกจากนี้ ปัจจัยด้านระบบตลาด (Market sophistication) ประเทศไทยยังมีอันดับที่ดีมากที่สุดสะท้อนความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน การขยายตลาด และการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม รวมถึงปัจจัยตัวชี้วัดจุดแข็งจุดอ่อนของประเทศยังทำคะแนนได้ดีในหลายตัว เช่น สัดส่วนค่าใช้จ่ายมวลรวมภายในประเทศสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่ลงทุนโดยองค์กรธุรกิจต่างๆ (GERD financed by business) ยังคงอยู่อันดับที่ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนให้เห็นการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศยังมุ่งมั่นเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจด้วยการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง จำนวนของสิทธิบัตรอนุสิทธิบัตรที่ยื่นขอหรือจดทะเบียน อยู่อันดับที่ 5 แสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เน้นการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

“โอกาสของประเทศไทยในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีจุดแข็งในหลายอุตสาหกรรมอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการต่อยอดสิ่งที่ไทยมีความเชี่ยวชาญให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ หรือระดับ Global ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น AIS ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมของประเทศ จะเห็นว่าทุกรัฐบาลมีแนวความคิดเรื่องนี้แต่การปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้จริงเรายังไปไกลเกินกว่าสิ่งที่มันจะเป็นพอสมควร ในด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประเทศไทยยังมีจุดแข็งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การเกษตรและอาหาร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต”ดร.กริชผกา กล่าว

ส่วนตัว เชื่อมั่นว่านวัตกรรมไทยยังมีโอกาสในการก้าวต่อไป โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเร่งสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก จากจุดเด่นปัจจัยย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมฝั่งอุปทานที่ต้องต่อยอดให้เกิดการใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงไปสู่ฝั่งอุปสงค์ เพื่อให้เกิดการเติบโตและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็งเพื่อเร่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจของนวัตกรรม ทั้งนี้ NIA ยังคงต้องมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ครบวงจร ด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ 4 G คือ Groom – Grant – Growth – Global ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันในตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยจะเร่งผลักดันให้เกิด Thailand Innovation Hub เพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์กลางนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถเติบโต สร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพของไทยผ่านโปรแกรมเร่งสร้างการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยว/ซอฟต์พาวเวอร์/สังคม

“การทำเรื่องของนวัตกรรม องค์กรขนาดใหญ่มี Innovation Organization ส่งเสริมทุกท่านเป็นองค์กรนวัตกรรม เพราะเราเชื่อว่าจะสร้างนวัตกรรมที่ดีและส่งต่อสิ่งเหล่านั้น เป็น Big Brother ปกติใช้กลไก 4 G ได้แก่ Groom การสนับสนุนด้านองค์ความรู้นวัตกรรมร่วมมือกับภาคเิกชนเพื่อขยายกลุ่ม IBE เป้าหมายให้มากขึ้น ผลักดันพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ,Grant หัวใจสำคัญของสำนักงานนวัตกรรม คือ การสนับสนุนแหล่งเงินทุนเป็นหลัก แต่ให้ทุนสำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ SME, Starup และ Social Enterprise ,Growth การสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจนวัตกรรมไทย โปรแกรมการอบรมบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจสำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมรายสาขา และGlobal ต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก

“ปัจจุบันเราเผชิญปัญหาสงครามการสู้รบ สงครามเทคโนโลยี ภาวะโลกร้อน และตลาดหุ้น สิ่งที่จะหยุดทุกปัญหาเหล่านี้ได้คือ ‘นวัตกรรม’ เป็นหัวใจสำคัญการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้สามารถเติบโตได้ และ SME ไทยสะท้อน GDP ของประเทศแค่ 30% ถ้าจะจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางต้องGDP 60% ประเทศเยอรมันสามารถทำได้” ดร.กริชผกา กล่าว