พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “หนี้สาธารณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม” กับความจำเป็นเร่งด่วนรองรับ
- แนะกู้เงินครั้งนี้ต้องมีแผนกลยุทธ์-วัดผลได้ชัดเจน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจและการเผชิญสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ต้องรุกเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศไปสู่พลังงานสะอาดบนสภาวะเงื่อนไขของวิกฤตซ้ำซ้อนไม่ซ่อนเงื่อน การแก้ปัญหาให้ยั่งยืนจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์รวมทั้งการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจตระหนักถึง “คุณค่าของมูลค่าเม็ดเงิน” ที่จำเป็นต้องกู้มาเพื่อ “ลดวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม” และ “สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ” เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงทีด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หากแต่การใช้ประโยชน์การกู้เงินครั้งนี้ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับคุณภาพชีวิตประชาชน และการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอย่างวัดผลลัพธ์ได้ชัดเจน
- เอสเอ็มอี 44% หวังรัฐแก้แรงกดดันด้านต้นทุน
นายแสงชัย กล่าวว่า จากการสำรวจของ สสว.พบว่า มาตรการภาครัฐที่ควรดำเนินการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ร้อยละ 44 แก้ไขปัญหาแรงกดดันจากต้นทุนทันที โดยเฉพาะต้นทุนที่ถาโถมเข้ามาทั้งพลังงาน ขนส่งโลจิสติกส์ วัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตและสนับสนุนการหาตลาดและสินค้าราคาถูกเพื่อการประกอบอาชีพรวมทั้งมาตรการลดภาษี, ร้อยละ 42 ต้องการให้ช่วยธุรกิจสามารถประคองได้ในระยะสั้นเฉพาะหน้า สนับสนุนให้ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดกับผู้ประกอบการ สนับสนุนความรู้การบริหารต้นทุน สนับสนุนความรู้การใช้พลังงานทดแทน การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลและการหาลูกค้าใหม่ๆ สุดท้ายร้อยละ 14 ต้องการเพิ่มขีดความสามาถในการปรับตัวทางธุรกิจด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการพักชำระหนี้
- ชี้ 5 วิกฤตเร่งแก้ด่วน
นายแสงชัย กล่าวว่า ความหวังของเอสเอ็มอีกับ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านครั้งนี้ที่จะสามารถผ่อนคลายละลายความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมาอย่างยาวนานแม้ไม่หมดสิ้น แต่ 5 วิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญ คือ
1. วิกฤตพลังงาน น้ำมันและไฟฟ้ากับประเด็นสำคัญลำดับแรกที่ไม่ใช้งบประมาณ คือ การทบทวนต้นทุนและราคาพลังงานที่สะท้อนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกรและประชาชน เพื่อสร้างมาตรฐานและการกำหนดราคาอย่างยุติธรรม ขณะที่การปรับ “แผนที่นำทางโครงสร้างพลังงานสะอาดของประเทศ” ต้องชัดเจนในการวางโครงสร้างแหล่งพลังงาน การลงทุน การร่วมทุนอย่างคุ้มค่า และการวางแพลตฟอร์มพลังงานประเทศใหม่ที่เร่งการดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เป็น “ประเทศผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียน” พร้อมสู่ความยั่งยืน
2. วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจ ต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลุกลามถึงค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน กำลังซื้อลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพลิกปักหมุดโครงสร้างเศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม เพื่อลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เน้นการพึ่งพาเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศเพิ่มขึ้นและการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ของประเทศให้มีแพลตฟอร์มที่แข่งขันได้ในระดับสากล ลดการพึ่งพาต่างประเทศในทุกมิติเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการดีแต่ต้องสร้างโอกาสกระจายรายได้และให้เกิดผลกระทบที่ได้ในระยะยาว
3. วิกฤตว่างงาน กับการยกระดับทักษะกำลังคนอย่างเป็นระบบ “การเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดทุกช่วงวัย” ให้มุ่งเป้าสู่แรงงานทักษะสูงที่มีผลิตภาพสูงตอบสนองต่อความต้องการของภาคเอกชนและขีดความสามาถในการแข่งขัน ทั้งมิติของบัณฑิตจบใหม่ ผู้ประกอบการ แรงงาน เกษตรกรและประชาชนทุกช่วงวัยที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนสังคมสูงวัยที่พึ่งพาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ
4. วิกฤตหนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเผชิญมรสุม “สภาพคล่องติดขัด” ตามด้วย “หนี้เสียติดหล่ม” และจบด้วย “หนี้นอกระบบติดกับดัก” ที่ท้ายสุดเป็นโจทย์ยากที่จะพลิกกลับมาดังเดิมได้ตามปกติ ซึ่งอาจใช้กลไกรูปแบบธนาคารที่ดิน “รีเซตหนี้นอกระบบแบบมีหลักประกัน” เพื่อฟื้นคืนชีพเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดภาระหนี้ไปพร้อมกับการเร่งปรับเปลี่ยนเพิ่มขีดความสามารถให้แข่งขันได้ สร้างงานสร้างอาชีพที่มีความยืดหยุ่นพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจประเทศและโลก
และ 5. วิกฤตระเบียบรัฐ การบริหารจัดการแก้ไขปัญหากฎหมาย ระเบียบกติกาการค้าการลงทุนที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกันต้องสามารถปิดช่องว่าง จัดระบบเฝ้าระวังตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ปราบปรามและป้องกันการลุกลามของเศรษฐกิจนอกระบบทุนเทาในและต่างประเทศ นอมินีต่างชาติฮุบภาคการเกษตร เอสเอ็มอี ท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจผิดกฎหมาย และการเผชิญกับการใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้าโดยไม่ได้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุน การจ้างงาน และการค้าอย่างเป็นธรรม (Transshipment) สุ่มเสี่ยงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการส่งออก
- แนะรัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่น-อย่ารอให้สายเกินแก้
ขณะที่รัฐบาลต้องมีความละเอียดรอบครอบและสร้างความไว้วางใจศรัทธาในการใช้เงินกู้ครั้งนี้ เพื่อการเตรียมพร้อมแผนที่นำทางยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ประเทศในการรองรับและการนำการบริหารจัดการก่อนวิกฤตรุนแรงเพื่อลดระดับวิกฤตก่อนที่จะเกิดขึ้น อย่ารอให้วิกฤตเกิดแล้วค่อยทำ สุดท้ายเราอาจต้องมาใช้คำว่า “สายเกินไป” หรือ “สายเกินแก้” หรือ “สายไปแล้ว” เรายังเชื่อมั่นในระบบการตรวจสอบถ่วงดุลของ “ผู้แทนประชาชนที่มีคุณภาพเพียงพอ” เพื่อให้การดำเนินการขับเคลื่อนประเทศภายใต้การนำของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เพราะ “หลายโจทย์แก้ได้โดยไม่ต้องกู้” ถ้า “พูดแล้วทำ (ได้จริง)”

