AWC กางแผนลงทุน 5 ปี 1 แสนล้าน โครงการตึกสูงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้เลิก ชะลอรอดูเศรษฐกิจโลกฟื้น
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% โดยทั้งรายได้ กำไรสุทธิ และ EBITDA ทำสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ
นอกจากนี้ AWC ยังรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยมีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม สะท้อนความพร้อมรองรับการเติบโตระยะยาว พร้อมกันนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ยังมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7%
โรงแรมเชียงใหม่โตสูงสุด 26%
นางวัลลภา กล่าวว่า สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีรายได้รวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 1,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% จากการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมี RevPAR เติบโตสูงถึง 26% จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงกลุ่มรีสอร์ตลักชัวรีในจังหวัดกระบี่และเกาะสมุยที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน โรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 ได้แก่ Meliá Pattaya Hotel Thailand, Jubilee Prestige Ratchadaphisek และ Pattaya Marriott Resort and Spa เริ่มทยอยสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง โดยพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา มีอัตราการเข้าพักสูงสุด 74% ขณะที่มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย มีอัตราการเข้าพักสูงสุด 83% ในไตรมาสแรกของปี 2569
กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลรายได้ 2,632 ล้าน
นางวัลลภา กล่าวว่า ด้านธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีรายได้รวม 1,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากโครงการ “เอ-ญ่า” รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารและไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ สามารถสร้างรายได้กว่า 158 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1 ส่วนกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล มีรายได้รวมถึง 2,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% และมีกำไรจากการดำเนินงาน 2,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% โดยโครงการ Asiatique The Riverfront Destination ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จากการพัฒนาโมเดลไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่น ส่งผลให้รายได้ค่าเช่าเติบโต 15% และ EBITDA เติบโต 21% จากอัตราการเช่าพื้นที่และทราฟฟิกผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ AWC ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ Fairmont Bangkok Sukhumvit และโครงการ “ลานนาทีค กาแล เฟส 1” จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตธุรกิจและยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก ทั้งนี้ AWC ยังได้รับการจัดอันดับ Top 1% S&P CSA Score ในรายงาน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และยังได้รับคะแนนสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ต และเรือสำราญ สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพตามมาตรฐาน ESG ระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Building Better Future For All”
“เชียงใหม่กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและเอเชีย เพราะมีทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และประสบการณ์เฉพาะตัว ทำให้พอร์ตโรงแรมเชียงใหม่ของเราเติบโตโดดเด่นที่สุดในประเทศ” นางวัลลภา กล่าว
แผนลงทุน 5 ปี 1 แสนล้านบาท
นางวัลลภา กล่าวว่า ในระยะต่อไป AWC เตรียมต่อยอดการเติบโตผ่านการ Repositioning ทรัพย์สินเดิม การพัฒนาโครงการใหม่ และการรับรู้กำไรจากมูลค่าเพิ่มของสินทรัพย์ที่พัฒนาแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ากำไรจากการพัฒนา (Development Profit) สะสมในพอร์ตกว่า 44,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทจะยังทยอยลงทุน และใช้เวลาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ แผนลงทุน 5 ปี 1 แสนล้านบาท ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้าน เฉลี่ยปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินหลายปี
สำหรับโครงการตึกสูงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่ได้ยกเลิก แต่จะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความพร้อมของตลาดและภาวะเศรษฐกิจโลก ในระหว่างนี้ บริษัทจะพัฒนาโซนกิจกรรม รีเทล และ Entertainment รอบพื้นที่ก่อน รวมถึงเตรียมนำโดมจากงาน World Expo Osaka มาใช้สร้างพื้นที่กิจกรรมและคอนเสิร์ตริมแม่น้ำ เพื่อเพิ่มทราฟฟิกและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้โครงการ ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนหลังจากนี้จะเน้น “ทยอยเปิด-ทยอยสร้าง” ตามจังหวะดีมานด์ ไม่เร่งลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงตลาดยังมีความไม่แน่นอน แต่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ไทย

