หน้าแรก เศรษฐกิจ แอตต้า ยัน ฟร...

แอตต้า ยัน ฟรีวีซ่าไม่ใช่ปัญหา แนะลดวันพำนัก ชี้ 90 วันนานไป เปิดช่องลักทำงาน ธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์

13.05.26 | 14:00 น.

แอตต้า ยัน ฟรีวีซ่าไม่ใช่ปัญหา แนะลดวันพำนัก ชี้ 90 วันนานไป เปิดช่องลักทำงาน ธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์

วันที่ 13 พ.ค.69 นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือฟรีวีซ่า ทำให้เกิดปัญหาจากการที่มีนักท่องเที่ยวเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์เข้าประเทศนั้น มองว่า การยกเว้นวีซ่าไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ที่ประเทศไทยใช้เพื่อแข่งขันกับหลายๆ ประเทศ ในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย

แต่มาตรการรองรับควบคู่กับการยกเว้นวีซ่า คือ สิ่งที่ต้องนำออกมาใช้ให้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะระบบคัดกรอง และจำนวนวันพำนักในประเทศที่ยาวนานเกินไป เพราะนักท่องเที่ยวทั่วไปใช้เวลาเฉลี่ย 5-12 วัน ในการท่องเที่ยวเท่านั้น จำนวน 90 วัน จึงยาวนานเกินวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว เปิดช่องให้เกิดการลักลอบทำงานแบบผิดกฎหมาย ธุรกิจสีเทา สแกมเมอร์ และการพำนักเกินกำหนด

“หากรัฐบาลพิจารณาปรับลดวันพำนักวีซ่าให้เท่าเดิม โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30 วัน มองว่าการลดจำนวนวันพักของวีซ่า ไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการเดินทาง แต่การยกเว้นวีซ่า เพื่ออำนวยความสะดวกขาเข้ายังเป็นเครื่องมือสำคัญของการแข่งขันบนเวทีโลก โดยการมีบุคคลไม่พึงประสงค์เข้าประเทศเกิดจากระบบการคัดกรองที่เรายังไม่เข้มงวดและรัดกุมมากพอ ดังนั้นการทำวีซ่าเข้าประเทศหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับที่เรามีระบบแผนการคัดกรองที่ดีเข้มงวดมากได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้มีปัญหาตั้งแต่การคัดกรองไม่แม่นยำก่อนเข้าประเทศ ฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ระยะพำนักยาวเกินไป ติดตามหลักเข้าประเทศไม่ทั่วถึง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุที่มีผลกระทบขึ้น ก็กระทบกับภาพลักษณ์ประเทศให้เสียหาย” นายอดิษฐ์ กล่าว

นายอดิษฐ์ กล่าวว่า แนวทางที่สมดุลจึงควรเป็น Open Tourism + Smart Screening หรือการท่องเที่ยวแบบเปิดกว้างเพื่อรับนักท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านกระบวนการคัดกรองอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่ Close Border หรือการปิดพรมแดน เพราะหากย้อนกลับไปใช้ระบบวีซ่าที่ยุ่งยากทั้งหมด ประเทศไทยจะเสียความสามารถในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะกับประเทศคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่กำลังแข่งขันด้านระบบการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง (Ease of Traveling) อย่างหนัก

Advertisement

นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำจริงและภาคเอกชนสนับสนุนมี 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ลดระยะเวลาพำนักให้เหมาะสม อาทิ 30 วัน ต่ออายุได้ตามเหตุผล แยกนักท่องเที่ยวที่แท้จริงออกจากผู้พักอาศัยระยะยาว หรือกลุ่มลองสเตย์ให้ชัดเจน 2.ใช้เอไอในการคัดกรองที่ด่านพรมแดนอย่างแม่นยำ วิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้าให้ได้ รวมถึงการเชื่อมแบล็กลิสต์ข้ามหน่วยงาน 3.เชื่อมข้อมูลสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โรงแรม ใช้การตรวจสอบแบบเรียลไทม์ (Real-time monitoring) เข้ามาช่วย

4.ใช้โปรแกรมนักเดินทางที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Traveler Model) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางดี เข้าเร็ว และ 5.เปลี่ยนจาก Mass Entry เป็น Quality Mobility Management หรือการเน้นคุณภาพและมูลค่าสูง สร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพราะโลกยุคใหม่ไม่ได้แข่งว่าใครเปิดประเทศมากที่สุด แต่แข่งว่า ใครบริหารการเคลื่อนไหวของคนได้ฉลาดที่สุด

นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีนายหมิงเฉิน ซัน (Sun Mingchen) ที่พบพฤติกรรมสะสมอาวุธหนัก เป็นคลังแสงขนาดย่อมในบ้านพักบริเวณพัทยา กลางเมืองชลบุรี โดยเบื้องต้นประเมินว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจน หรือมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จากตัวเลขนักท่องเที่ยวรายวัน ไม่มีนัยยะสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ส่วนในแง่จิตวิทยาจากนี้ต่อไป ขึ้นอยู่กับหน่วยงานความมั่นคง จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ป้องกันปัญหาในอนาคต และการประกาศผลของการสืบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดตามหลักสากลที่โปร่งใส ให้ทุกฝ่ายยอมรับ รวมถึงเข้าใจภาพได้มากที่สุด