BOI ชี้ ‘คลื่นลงทุนลูกที่ 3’ ไตรมาสแรกพุ่ง 18% ดันไทยขึ้นฮับเซมิคอนดักเตอร์-อีวี
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของ “คลื่นการลงทุนลูกที่ 3” หลังตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไม่ได้มีคลื่นการลงทุนขนาดใหญ่เข้ามาเหมือนในอดีต โดยคลื่นลูกใหม่ครั้งนี้แตกต่างจาก 2 รอบก่อนหน้านี้ เพราะเป็นการลงทุนที่มาพร้อมเทคโนโลยี นวัตกรรม และอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งต้องการบุคลากรทักษะสูง ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง และระบบสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ
นายนฤตม์กล่าวว่า คลื่นการลงทุนรอบแรกของไทยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลงทุนที่เน้นใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกัน คลื่นลูกที่ 2 ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา เป็นการลงทุนแบบใช้แรงงานและทุนเข้มข้น โดยเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แต่คลื่นลูกที่ 3 ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ และฮิวแมนนอยด์ ทั้งนี้ ไทยต้องเตรียมความพร้อม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน เพราะนักลงทุนยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ต้นทุน แต่ดูทั้งเรื่องบุคลากร ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ รวมไปถึงพลังงานสะอาด
ไตรมาสแรกลงทุนเพิ่ม 18% จากปีก่อน
นายนฤตม์กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น การจะดึงนักลงทุนเข้ามาแต่ละโครงการไม่ง่าย แต่จุดแข็งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันจากหลายประเทศในภูมิภาค คือ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ระบบโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม และซัพพลายเชนที่ครบวงจร ทำให้นักลงทุนจากทั้งสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ยังใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลัก
นายนฤตม์กล่าวว่า ตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่มูลค่าการลงทุนจริงในช่วงไตรมาสแรกอยู่ที่ประมาณ 260,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% (YoY) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม BOI ไม่ได้มองเพียงตัวเลขการลงทุน แต่ต้องการให้ประโยชน์จากการลงทุน ลงไปถึงผู้ประกอบการไทยและเอสเอ็มอี ผ่านการสร้างซัพพลายเชนในประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น
BOI ช่วยลงทุน 30-50% หนุนผู้ประกอบการปรับตัว
นายนฤตม์กล่าวว่า นอกจากนี้ BOI ยังเดินหน้ามาตรการ Smart & Sustainable Industry เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการอัพเกรดเครื่องจักร นำระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่ง BOI ช่วยสนับสนุน 30-50% ของเงินลงทุน เพื่อสนับสนุนทั้งการพัฒนาคนและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย
นายนฤตม์กล่าวอีกว่า งาน “SUBCON Thailand-INTERMACH-Plastics & Rubber Thailand 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 พฤษภาคม ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับบริษัทชั้นนำระดับโลก มีผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้าร่วม 239 บริษัท และมีผู้ซื้อรายใหญ่เกือบ 100 บริษัท จาก 14 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 9,000 คู่ และสร้างมูลค่าเชื่อมโยงทางธุรกิจกว่า 20,000 ล้านบาท และปีนี้แตกต่างจากปีก่อน เพราะมีอุตสาหกรรมใหม่เข้ามามาก ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ EV แบตเตอรี่ PCB หุ่นยนต์ และฮิวแมนนอยด์ ซึ่งทั้งหมดต้องการสร้างซัพพลายเชนในประเทศ งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“เราอยากให้เวลาบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกคิดจะลงทุน เขานึกถึงประเทศไทยเป็นประเทศแรก อยากสร้างโรงงานที่สะอาดที่สุดในโลก ก็ให้นึกถึงไทย นี่คือ Positioning ที่เรากำลังสร้าง” นายนฤตม์กล่าว

