หน้าแรก เศรษฐกิจ กู้ 4 แสนล้าน...

กู้ 4 แสนล้านข้ามวิกฤต ต้องควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างรายได้รัฐ เพื่อระบบการคลังที่ยั่งยืน

13.05.26 | 22:27 น.

กู้ 4 แสนล้านข้ามวิกฤต ต้องควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างรายได้รัฐ เพื่อระบบการคลังที่ยั่งยืน

ในช่วงที่ต้นทุนพลังงานโลกผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รัฐบาลไทยได้มีการใช้มาตรการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อประคองเศรษฐกิจ ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมขอกู้ก้อนแรก 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”


การกู้ในสถานการณ์เช่นนี้อาจมีความชอบธรรม หากใช้เพื่อเป็น “สะพานข้ามวิกฤต” ลดแรงกระแทกต่อกลุ่มเปราะบาง และป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แต่สิ่งที่เราต้องพูดให้ชัดเจนที่สุดก็คือ “การกู้เงินคือยาชา ไม่ใช่แหล่งรายได้ถาวรของรัฐ” เราสนับสนุนให้รัฐบาลกู้เพื่ออุ้มประชาชนในยามวิกฤตได้ แต่รัฐบาลจะกู้เพื่อซื้อเวลาโดยละทิ้งการสร้างสมดุลพื้นที่ทางการคลังเพิ่มเติม (Fiscal Space) ไม่ได้

รายงานเชิงลึกฉบับล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 (Selected Issues Paper: SIP/2026/012) ในหัวข้อ “Reinvigorating Thailand’s Structural Transformation” ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวและติดหล่มอยู่กับผลิตภาพที่ตกต่ำ และไม่สามารถเคลื่อนย้ายทรัพยากรไปสู่ภาคส่วนที่มีมูลค่าสูงกว่าได้ ดังนั้น การจะพลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีพื้นที่ทางการคลังเพิ่มขึ้นมาก เพื่อนำไปลงทุนในการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การ Reskill/Upskill แรงงาน การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Tech) และการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี รายงานความเสี่ยงทางการคลังล่าสุดของกระทรวงการคลังระบุว่า ประเทศมีความเสี่ยงด้านการหารายได้เข้ารัฐ เนื่องจากฐานภาษีของประเทศแคบลง และรายได้ไม่เข้าเป้าอันเป็นผลจากเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ซ้ำซ้อน หากรัฐบาลไม่มีมาตรการหารายได้ใหม่หรือปรับปรุงลดช่องโหว่มาตรการภาษีรายได้ที่มีอยู่ให้ลดลง ท้ายที่สุดประเทศจะไม่มีกระสุนทางการคลังเหลือพอที่จะไปลงทุนยกระดับผลิตภาพตามที่จำเป็นเลย

Advertisement

แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ฉบับปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลให้เหลือ 3.0% ภายในปี 2572 ถือเป็นกรอบการทำงานที่ดี แม้รัฐบาลอาจต้องทบทวนตัวเลขใหม่เพื่อรองรับ พ.ร.ก. กู้เงิน แต่แก่นแท้ของแผน MTFF ไม่ใช่อยู่ที่ตัวเลขบนกระดาษ แต่อยู่ที่การลงมือทำตามสัญญา (Execution) รัฐบาลต้องผลักดันมาตรการเพิ่มรายได้และอุดรอยรั่วทางการคลังไปพร้อมๆ กันแบบคู่ขนานกับการอัดฉีดเงินกู้ โดยมาตรการด้านรายได้ที่ควรลงมือทำทันที มี 5 ด้าน ดังนี้:

1. ขยายฐานภาษีอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อศักยภาพการจัดเก็บรายได้ต่ำลง การปฏิรูปต้องพุ่งเป้าไปที่การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาในฐานภาษี แม้รัฐบาลจะเริ่มจัดเก็บ VAT สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท แต่นั่นเพิ่มรายได้เพียง 0.02% ของ GDP รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองที่จะลดข้อยกเว้นทางภาษีที่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

2. ยกระดับการจัดเก็บภาษีด้วยระบบดิจิทัล (Digitalization) การเพิ่มรายได้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราภาษีเสมอไป รัฐต้องใช้ e-invoicing และ Data Analytics มาเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน เพื่ออุดรอยรั่วและกวาดต้อนเม็ดเงินที่สูญหายกลับคืนมา

3. ทบทวน VAT พร้อมตาข่ายรองรับ (Social Protection) หากรัฐบาลจะเดินหน้าเข้าสู่การทบทวนฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT normalization) ในระยะปานกลาง ต้องทำควบคู่กับมาตรการชดเชยแบบ “ตรงเป้า” (Targeted) สำหรับกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่อุดหนุนแบบเหวี่ยงแห

4. ปรับโครงสร้างภาษียาสูบ และปราบปรามบุหรี่เถื่อนจริงจัง ภาษียาสูบคือเครื่องมือรายได้ที่ทำได้ทันที โครงสร้างที่เป็นระบบสองอัตราในปัจจุบันเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าล้มเหลวจากสร้างการบิดเบือน ควรเร่งปรับไปสู่อัตราเดียวที่เป็นมาตรฐานสากล การปรับขึ้นภาษีต้องทำควบคู่กับการทลายเครือข่ายบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง เพื่อรับประกันว่ารายได้จะไม่รั่วไหลไปสู่ตลาดสีเทา และตอบโจทย์ด้านสาธารณสุขอย่างแท้จริง

5. ใช้รายได้ที่มีอยู่และที่ได้เพิ่มมาใหม่ให้เกิดประโยชน์กับการสานต่อวิสัยทัศน์ Ignite Thailand โดยควรถูกนำไปใช้ในการลงทุนสร้าง “4 Target Transformations” ตามนโยบาย Ignite Thailand ของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการยกระดับผลิตภาพอย่างเป็นรูปธรรม

มุมมองเชิงบวกจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s เป็นเพียงหน้าต่างแห่งโอกาส ประเทศไทยไม่ได้ขาดเพียงเงินเพื่อผ่านวิกฤตพลังงาน แต่ยังขาดความกล้าหาญในการที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดทางการเมืองที่ทำให้ภาคการคลังของไทยมีแนวโน้มแย่ลงเรื่อย ๆ รัฐบาลสามารถกู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้ แต่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การกู้วันนี้ไม่ใช่การทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง โดยการแก้ปัญหาระยะสั้นต้องเดินหน้าคู่ขนานไปกับการสร้างรายได้เพื่อ “พลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ” ท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขวงเงินกู้ แต่วัดกันที่ความมุ่งมั่นในการรักษาสัญญาตามแผนการคลังระยะปานกลางที่ประกาศไว้เอง และความตั้งใจในการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านการคลังที่ยังไม่มีรัฐบาลใดๆ กล้าดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเลย