หน้าแรก เศรษฐกิจ เทคโนโลยีสิทธ...

เทคโนโลยีสิทธิบัตร:แกนหลักเศรษฐกิจใหม่

15.05.26 | 12:00 น.

เทคโนโลยีสิทธิบัตร:แกนหลักเศรษฐกิจใหม่

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยบทวิเคราะห์แนวโน้ม เทคโนโลยีสิทธิบัตร “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” (Sustainable Innovation Beyond Living) ซึ่งได้เปลี่ยนบทบาทจากเทคโนโลยีทางเลือกไปสู่การเป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและอนาคต สะท้อนผ่านการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวทั่วโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550-2569) กว่า 793,093 กลุ่มสิทธิบัตร พบว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวในหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดพร้อมกันในหลายกลุ่มเทคโนโลยี

เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด มี 494,401 กลุ่มสิทธิบัตร โดดเด่นทั้งด้านพลังงานสะอาดและวัสดุชีวภาพ ขณะที่ญี่ปุ่น มี 90,394 กลุ่มสิทธิบัตร สหรัฐมี 58,403 กลุ่มสิทธิบัตร และเกาหลีใต้ มี 45,177 กลุ่มสิทธิบัตร มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน จากข้อมูลพบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง 10,393 กลุ่มสิทธิบัตร มีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกับอันดับ 2 อย่าง State Grid Corporation of China จากจีน ที่มี 10,022 กลุ่มสิทธิบัตร ตามด้วย Honda จากญี่ปุ่น 5,092 กลุ่มสิทธิบัตร Toshiba จากญี่ปุ่น 4,203 กลุ่มสิทธิบัตร Nissan จากญี่ปุ่น 3,972 กลุ่มสิทธิบัตร

เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

Advertisement

1.เทคโนโลยีวัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ มีจำนวนกว่า 75,362 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 48.8% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนเป็นตลาดใหญ่สุดในระบบ แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoates (PHA) สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น พลาสติกชีวภาพ Polylactic Acid (PLA) ที่ผสมยางพาราและแป้งเทอร์โมพลาสติก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ยืดหยุ่น และย่อยสลายได้เร็วขึ้น พลาสติกที่ผลิตจากชีวมวลสาหร่าย (Algae-Based Plastics) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการออกแบบวัสดุด้วย AI เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของพอลิเมอร์ ทำให้สามารถพัฒนาวัสดุใหม่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น เติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี โดยลักษณะการเติบโตเป็นการทดแทนวัสดุเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะมีมูลค่าสูงถึง 47-107 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

2.เทคโนโลยีพลังงานและการลดคาร์บอน มีกว่า 68,694 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 44.5% แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Perovskite ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานทางเลือก เช่น Sodium-ion และ Zinc-based batteries ที่ปลอดภัยและมีราคาถูกลง รวมถึงระบบ AI และ Smart Grid Integration ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าพลังงานลมได้ถึง 20% เป็นต้น ตลาดเทคโนโลยีในกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13.8% ต่อปี แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น

3.เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน มี 5,762 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 3.7% ตลาดกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่า 2 กลุ่มแรก แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเกิดจากการบูรณาการเทคโนโลยีมากกว่าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่โดยตรง แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Twin สำหรับระบบ Smart City เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้ง Edge Computing ที่ช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อรองรับการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในระบบอาคารอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเร่งเติบโต มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15.5% ต่อปี โดยมีการบูรณาการระหว่างพลังงาน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ระบบเมืองแห่งอนาคต

4.เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน มี 4,532 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 2.9% แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบ Smart Irrigation ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดความชื้นของดินร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดการใช้น้ำ เทคโนโลยีโดรนอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพแปลงเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตร เทคโนโลยีตรวจจับโรคพืชขั้นสูงด้วย AI ที่สามารถวิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติของพืชได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการ AI และ Machine Learning เพื่อช่วยพยากรณ์ผลผลิตและจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เหมาะสม ตลาดเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตและเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28.6% ต่อปี ขณะที่ผู้เล่นหลักยังเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ทำให้ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก คาดจะมีมูลค่าตลาดแตะ 21.2-24.09 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2573

เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนในไทย ช่วง 5 ปี (2564-2568) พบว่า ประเทศไทยมีลักษณะเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี มากกว่าการเป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ จึงยังมีช่องว่างระหว่างผู้ยื่นชาวไทยและต่างชาติในตลาดสิทธิบัตรพอสมควร โดยคำขอสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1.กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 438 คำขอ (ไทย 54 คำขอ ต่างชาติ 384 คำขอ ส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่และระบบควบคุม) 2.กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 161 คำขอ (ไทย 23 คำขอ ต่างชาติ 138 คำขอ) และ 3.กลุ่มเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ 46 คำขอ (ไทย 9 คำขอ ต่างชาติ 37 คำขอ) ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1) กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 116 คำขอ (ไทย 108 คำขอ ต่างชาติ 8 คำขอ) 2) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 66 คำขอ (ไทย 63 คำขอ ต่างชาติ 3 คำขอ) และ 3) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ 18 คำขอ (ผู้ยื่นไทยทั้งหมด) สำหรับผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรในไทย ส่วนใหญ่เป็นค่ายยานยนต์จากญี่ปุ่นและจีน ขณะที่หน่วยงานไทยโดดเด่นในการยื่นขอรับสิทธิบัตรคือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)

ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีความยั่งยืนในอนาคต คาดว่าจำนวนสิทธิบัตรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573 ประเทศไทยควรเร่งปรับตัวผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1.Invest Now เร่งลงทุนในกลุ่มที่มีผลกระทบสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น AI สำหรับจัดการพืช, แบตเตอรี่ Solid-state และพลาสติกชีวภาพ PHA 2.Tropical Innovation สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา รวมถึงการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้นสูง ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่เขตร้อน และ 3.AI as Infrastructure ทุกธุรกิจต้องตระหนักว่า AI, IoT และ Big Data คือแกนกลางร่วมของนวัตกรรมยุคใหม่

ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด นวัตกรรมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “เทคโนโลยีเดี่ยว” ไปสู่ “นวัตกรรมระดับระบบ” และประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสำหรับเขตร้อน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับโลก

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา