หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชน เกินครึ...

เอกชน เกินครึ่ง มองคอร์รัปชั่นแย่ลง กกร. ชี้ เรียกสินบนเพิ่มต้นทุนดันราคา-ถึงเวลาแก้กม.

14.05.26 | 16:18 น.

เอกชน เกินครึ่ง มองคอร์รัปชั่นแย่ลง กกร. ชี้ เรียกสินบนเพิ่มต้นทุนดันราคา ชี้ถึงเวลาแก้กม.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ 401 รายทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนมุมมองภาคเอกชนต่อความโปร่งใสของระบบราชการ และนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในระยะต่อไป

โดยพบว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นยังคงเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยอย่างรุนแรง จำนวน 89.1% ของภาคธุรกิจระบุว่าคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคปานกลางถึงมากที่สุด ต่อการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ 51.2% มองว่าแนวโน้มคอร์รัปชั่นแย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมาและ 51% ระบุว่า ความยุ่งยากในการติดต่อราชการเพิ่มขึ้น ขณะที่มีเพียง 3% ที่บอกว่าลดลง

“การขับเคลื่อนต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นประเด็นสำคัญที่ไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจชุดใดเข้ามาบริหารประเทศ เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายต่อภาพรวมทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม ประชาชน รวมถึงเยาวชนในอนาคต หากปล่อยให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวจนกลายเป็นเรื่องปกติ จึงมีคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ เสนอรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริงในเชิงโครงสร้าง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใส แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม” นายพจน์ กล่าว

นายพจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ได้ขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน 6 ด้าน ต้านทุจริตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปลูกฝังจิตสำนึก การรณรงค์ภาคธุรกิจและประชาชน จัดเวทีเสวนาหยุดสแกมเมอร์ ทุนเทา และนอมินี เพื่อผลักดันให้ประเด็นต่อต้านคอร์รัปชั่นเข้าสู่การรับรู้ของสังคมในวงกว้าง โดยภาคเอกชนได้เข้าพบสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

“เพื่อเสนอแนวทางลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มการใช้เทคโนโลยี เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และกำหนดกติกาที่เท่าเทียม เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งได้ขานรับแนวทางการทำงานดังกล่าวเป็นเชิงรุกมากขึ้น โดยในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีกำหนดเข้าพบนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศ” นายพจน์ กล่าว

Advertisement

นายพจน์ กล่าวต่อว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรอบการเจรจาการค้า ซึ่งประเด็นคอร์รัปชั่นปรากฏอยู่ในหลายเงื่อนไขสำคัญ รวมถึงการหารือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น เวิลด์แบงก์ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ OECD รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยนายกรัฐมนตรีเคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และกล่าวถึงการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (ซีพีไอ) หลายครั้ง สะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวเป็นวาระที่ต้องเร่งผลักดันอย่างจริงจัง ซึ่งสิ่งที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ สังคมไทยและสังคมโลกต่างรับรู้แล้ว ทั้งสื่อต่างประเทศ สถานทูต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญคือไทยต้องลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง หากทำได้จริง ความเชื่อมั่นจะทยอยปรับดีขึ้น

“การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะภาคเอกชนยอมรับว่าไม่มีอำนาจโดยตรงในการดำเนินการเชิงบังคับใช้ แต่สามารถเชื่อมโยงกิจกรรม เสนอแนวทาง และผลักดันข้อเสนอไปยังรัฐบาล โดยในระยะต่อไปจะมีข้อเสนอเพิ่มเติมเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนให้ชัดเจนขึ้น โดยอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการเปิดเผยและติดตามข้อมูลด้านคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนรับรู้ปัญหาอย่างกว้างขวาง เพราะข่าวเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชั่นถือเป็นข่าวสำคัญต่ออนาคตของประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขัน ความเชื่อมั่น และคุณภาพสังคมในระยะยาว” นายพจน์ กล่าว

นายรัฐไกร ลิ้มศิริตระกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ดูแลงานด้านกฎหมายของสภาอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า การเรียกรับสินบน ถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบธุรกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยต้นทุนดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนกลับไปสู่ประชาชนผ่านราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ซึ่งมีผลการศึกษาพบว่า ในบางประเทศ หากสามารถปรับแก้ปัญหาการทุจริตและการเรียกรับสินบนได้อย่างจริงจัง ราคาสินค้าและบริการอาจลดลงได้มากถึง 20-30% ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งขันกับประเทศที่มีต้นทุนการทำธุรกิจต่ำกว่าไทย

นายรัฐไกร กล่าวว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังคือ โครงสร้างกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศ ทั้งปัญหากฎหมายมีจำนวนมากเกินไป กฎหมายล้าสมัย และกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอ เปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง เพราะเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้ตีความได้มาก ก็เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่ายขึ้น