หน้าแรก เศรษฐกิจ พิพัฒน์ แนะ ก...

พิพัฒน์ แนะ กทพ.ทุกการก่อสร้าง ต้องปลอดภัย ย้ำศึกษาทางด่วนชั้น 2 งามวงศ์วาน-พระราม 9 ถี่ถ้วน

14.05.26 | 20:14 น.

‘พิพัฒน์’ มอบนโยบายการทางพิเศษฯ เร่งเปิดทางด่วนใหม่แก้รถติด ย้ำก่อสร้างต้องปลอดภัย พร้อมดัน Easy Pass สู่ทางด่วนรักษ์โลก

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ กทพ. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยมีนายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย ประธานกรรมการ กทพ. นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ กทพ. ให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง กทพ.ถือเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาและบริหารโครงข่ายทางพิเศษให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต โดยขอให้ กทพ. ดำเนินการ ดังนี้

1) เร่งรัดดำเนินโครงการตาม Quick-win ให้เป็นไปตามแผนงานและกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก และโครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกกา ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ประชาชนรอคอย

โดยเน้นย้ำว่า ทุกขั้นตอนการดำเนินงานต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ถนนพระราม 2 ต้องมีการบริหารจัดการจราจรระหว่างก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินงานตามมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด

Advertisement

2) เร่งผลักดันโครงการใหม่ เพื่อขยายโครงข่ายรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจเมือง อาทิ การแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเร่งรัดโครงการทางพิเศษสายศรีนครินทร์-สุวรรณภูมิ และโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก

พร้อมเน้นย้ำให้พิจารณาโครงการในอนาคตอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยเฉพาะโครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดการดำเนินงานอย่างถี่ถ้วน

3) เร่งผลักดันโครงการเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในภูมิภาค ได้แก่ โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ และเตรียมความพร้อมในการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ตทั้ง 2 ระยะ รองรับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้านนายสุรเชษฐ์ ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า กทพ.พร้อมนำนโยบายที่ได้รับไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเร่งขับเคลื่อนโครงการสำคัญตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบระยะเวลาที่กำหนด ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งด้านงานก่อสร้าง การบริหารจัดการจราจรและการให้บริการแก่ประชาชน ปัจจุบัน กทพ.มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ อาทิ การส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass และการพัฒนาบริการผ่านแอพพลิเคชั่น EXAT Portal ให้ทันสมัย ใช้งานได้ง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษให้ได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ผู้ว่าการ กทพ.กล่าวว่า ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้ใช้ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass ประมาณร้อยละ 57.61% ของปริมาณการจราจรทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้ Easy Pass เป็นร้อยละ 70 ภายในปี 2571 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษและยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน

ผู้ว่าการ กทพ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กทพ.ยังมุ่งมั่นดำเนินงานตามแนวทาง Green Transport และเป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดมาใช้ในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) บนอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษและด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ การปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าและแสงสว่างเป็นหลอด LED การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในองค์กร รวมถึงการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับการใช้งาน

นายสุรเชษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดจนการพัฒนาและส่งเสริมระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ Easy Pass เพื่อช่วยลดการจราจรติดขัดและลดการจอดชำระเงินสดบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยมลพิษจากการเดินทาง รวมถึงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในงานก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ถนนลำลูกกา ควบคู่กับการดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบทางพิเศษของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป