หน้าแรก เศรษฐกิจ บริหารจัดการป...

บริหารจัดการปลาหมอคางดำ ‘จากเอเลี่ยน สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน’ เพิ่มมูลค่าอย่างยั่งยืน

15.05.26 | 14:13 น.

บริหารจัดการ ปลาหมอคางดำ ‘จากเอเลี่ยน สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน’ เพิ่มมูลค่าอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา จัดสัมมนา เรื่อง “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 – 3 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ภายในงาน กรมประมงได้ร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนงานวิจัยด้านการควบคุมประชากร และการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายมิติ

ทั้งการแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ปลาร้าปลาหมอคางดำ น้ำปลาปลาหมอคางดำ น้ำปลาร้าปลาหมอคางดำสำเร็จรูป น้ำยาขนมจีนปลาหมอคางดำ ปลาร้าปลาหมอคางดำคั่วกลิ้ง ปลาหมอคางดำย่าง น้ำพริกปลาหมอคางดำ ปั้นขลิบปลาหมอคางดำ ดอกจอกปลาหมอคางดำ ข้าวแตนหน้าปลาหมอคางดำ และข้าวเกรียบปลาหมอคางดำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมจากก้างปลา การใช้เป็นปลาเหยื่อเพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงปูขาว รวมถึงการนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร อาทิ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ

Advertisement

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการอภิปรายหัวข้อ “ความท้าทายเชิงระบบ : แนวทางการบริหารจัดการปลาหมอคางดำเพื่ออนาคต” โดยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของปลาหมอคางดำต่อระบบนิเวศ มาตรการด้านกฎหมาย วิธีการควบคุมและกำจัด กรณีศึกษาการแพร่ระบาดในต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศให้เกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ในการอภิปรายหัวข้อ “การบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : โอกาส ทางออก และทิศทาง” โดยผู้แทนเกษตรกรที่นำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการควบคุมประชากรผ่านการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการกำจัดเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การจัดการปลาหมอคางดำไม่ใช่เพียงแค่การกำจัดปลา แต่คือการวางระบบบริหารจัดการเชิงบูรณาการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องระบบนิเวศและเศรษฐกิจของชาติจากวิกฤตที่เกิดขึ้น และได้ขับเคลื่อนเรียนรู้ร่วมกันมา ผมมั่นใจว่าปัญหานี้จะแก้ไขได้แน่นอน บนความร่วมมือของทุกภาคส่วน

นายวรัณทัต ดุลยพฤกษ์ อาจารย์ภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง กล่าวว่า ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่เอาตัวรอดเก่ง มีความทนทานและพฤติกรรมทางชีววิทยาของมันทำให้การควบคุมต้องใช้ข้อมูลที่แม่นยำ ยิ่งรู้ฤดูสืบพันธุ์ hotspot และเส้นทางแพร่กระจายชัดเท่าไหร่ยิ่งลดต้นทุนการจัดการได้มากขึ้น จากปลาที่ต้องถูกกำจัดทิ้งแบบเดิม เราต้องควบคุมปลาหมอคางดำพร้อมกับการสร้างโอกาส เปลี่ยนการกำจัดให้เป็นรายได้ชุมชน เช่น เหยื่อลอบปูม้า ลดต้นทุนประมงพื้นบ้าน ใช้ปลาที่จับออกจากระบบทันที แปรรูปเป็นน้ำหมักและปุ๋ยชีวภาพในแหล่งที่จับปลาได้ ปลาป่นระดับท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าเมื่อมีปริมาณมาก ต้องประเมินต้นทุนอบแห้งและขนส่ง การจัดการปลาหมอคางดำคือภารกิจร่วมของพวกเราทุกคน มาร่วมสร้างอนาคตให้ชุมชนเข้มแข็ง ระบบนิเวศสมดุลและเศรษฐกิจเดินหน้าไปด้วยกัน

น.ส.ทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง ระบุว่า ปัจจุบันไทยพบการรุกรานของปลาหมอคางดำในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก อ่าวไทยตอนใน ตอนกลาง และตอนล่าง ในต่างประเทศ พบปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ ที่สุดคือ  28 เซนติเมตร แต่ในประเทศไทยพบขนาดใหญ่ที่สุดถึง 32 เซนติเมตร ปลาชนิดนี้สืบพันธุ์วางไข่เมื่ออายุ 3 เดือน พบวางไข่ทุกๆ 22 วัน ปลาขนาดเล็กที่สุดที่มีไข่คือ 7 เซนติเมตร เพศผู้และเพศเมียอมไข่เลี้ยงลูก สามารถวางไข่ได้ในนํ้าจืดและน้ำกร่อย ส่วนใหญ่จะวางไข่ในน้ำกร่อย

กรมประมง ดำเนินมาตรการควบคุมและกําจัดปลาหมอคางดําในแหล่งนํ้าทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด รวมทั้งสิ้น 8,325,234.50 กิโลกรัม จากบ่อเลี้ยง 5,361,168.70 กิโลกรัม (64.40%) และแหล่งน้ำธรรมชาติ 2,964,065.80 กิโลกรัม (35.60%) มีการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่องทั้งสิ้น 1,982,934 ตัว ในแหล่งนํ้าที่มีการแพร่ระบาด เพื่อควบคุมจํานวนประชากรปลาหมอคางดํา ส่วนโครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” ที่สนับสนุน “ปลาผู้ล่า” ในบ่อเลี้ยงสัตวนํ้าของเกษตรกร 27,000 ตัว หลังปล่อยปลาลงเลี้ยงในบ่อ 2-3 เดือน เกษตรกรจะส่งคืนปลานักล่าจํานวน 10% (สิบหยิบหนึ่ง) ให้กับสํานักงานประมงจังหวัด เพื่อนําไปปล่อยลงสู่แหล่งนํ้าธรรมชาติแล้ว 386 ตัว

ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีการนำปลาหมอคางดําที่กําจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ เช่น ทำปลาป่น จํานวน 3,001,069 กิโลกรัม มูลค่า 38 ล้านบาท ทำน้ำหมักชีวภาพ จํานวน 4,938,740.50 กิโลกรัม มูลค่า 98 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร 20 กลุ่ม 9 จังหวัด ใช้ปลาหมอคางดําแปรรูปเป็นปลาร้า 201,039 กิโลกรัม และนำไปบริโภค 266,472 กิโลกรัม โดยปลาขนาดใหญ่ ขายได้กิโลกรัมละ 40 บาท และแปรรูป ปลาแดดเดียว ปลาหวาน นํ้าปลา ฯลฯ

นอกจากนี้ กรมประมงได้ดำเนินโครงการเปลี่ยนปลาหมอคางดำเป็น “ปูขาว” อัตราส่วน 4:1 พื้นที่ 1 ไร่ เลี้ยงปู 500 ตัวสามารถกำจัดปลาหมอคางดำ 667 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต จะได้ปูน้ำหนักรวม 166.7 กิโลกรัม ขณะนี้ได้จัดทำโครงการนำร่อง 100 เกษตรกร (100 ไร่) ในพื้นที่อำเภอเมือง หัวไทร และปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้ปูขาวรวม 5 หมื่นตัว กำจัดปลาหมอคางดำได้ 66.7 ตัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีสัมมนาได้เรียกร้องให้คนไทยเปลี่ยนมุมมองปลาหมอคางดำ จากเอเลี่ยนสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสนับสนุนให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทำปลาแดดเดียว น้ำปลา น้ำพริก ลูกชิ้นปลา ปลาหวาน เน้นโปรตีนสูง ราคาถูก สร้างนวัตกรรมเกษตร เปลี่ยนปลาที่จับได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง หรืออาหารสัตว์น้ำ เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร ส่งเสริมกิจกรรมการตลาด เช่น จัดเทศกาลเมนูสร้างสรรค์จากปลาหมอคางดำ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง สร้างรายได้ในระดับอุตสาหกรรม ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูง อาทิ แคลเซียมผง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการจับ สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนและประเทศ

ประเทศฟิลลิปินส์ นับเป็นต้นแบบการจัดการปลาหมอคางดำที่ประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์เพื่อควบคุมประชากร เริ่มจากแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารท้องถิ่น เช่น ปลาแห้ง ปลารมควัน อาหารพื้นถิ่น นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมประมงและเกษตรกรรม เช่น ปลาเหยื่อ ปลาป่น และปุ๋ย นอกจากนี้ยังสร้างรายได้จากการจับออก ภายใต้กิจกรรมการจับปลาเพื่อนำมาแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคบริโภค และส่งเสริมการสร้างแบรนด์โอท็อป จากปลาหมอคางดำเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดประชากรปลาในธรรมชาติ ควบคู่กับใช้มาตรการทางกฎหมาย ห้ามการนำเข้าหรือเคลื่อนย้ายชนิดพันธุ์ต่างถิ่นโดยไม่ผ่านการประเมินความเสี่ยง พร้อมดำเนินการวิจัยเพื่อระบุแหล่งที่มาทางพันธุกรรม และทำความเข้าใจเส้นทางการแพร่กระจายและประเมินผลกระทบเชิงระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดําในประเทศไทยควรทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ส่งเสริมให้เกิดการจับออกจากแหล่งน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมปล่อยปลานักล่าในขนาดที่เหมาะสมเพื่อควบคุมประชากรปลาเล็กตามกลไกธรรมชาติ ควบคู่กับการพื้นฟูอย่างสมดุลโดยรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำ ปล่อยสัตวน้ำพื้นเมืองที่กินอาหารเหมือนกัน เพื่อควบคุมพื้นที่และสร้างประชากรใหม่ทดแทน และสร้างนวัตกรรมป้องกันเพื่อวางระบบติดตามเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่กระจายสู่ลุ่มน้ำใหม่

การฟื้นฟูสู่ความยั่งยืนของระบบนิเวศไทย ภาครัฐควรสนับสนุนทุนวิจัยการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อทำให้ไม่สามารถขยายประชากรได้ และปรับปรุงพันธุ์ให้สามารถเลี้ยงในระบบควบคุมเพื่อฟื้นฟูแหล่งอาหารในสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของไทย สร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง โดยจัดตั้งอาสาสมัครพิทักษ์ลุ่มน้ำในทุกชุมชน กำหนดแนวทางที่ใช้ในการจัดการเพื่อเป็นโมเดลต้นแบบสำหรับการจัดการพันธุ์ต่างถิ่นในอนาคต

ทางด้าน นายณัฎฐชัย นาคเกษม ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ บ้านเนินหนองหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า กลุ่มของผมมีสมาชิก 30 กว่าราย พื้นที่เลี้ยงปูโดยรวมกว่า 200 ไร่ เดิมซื้อปลาเป็ดเป็นอาหารเลี้ยงปู ที่กิโลกรัมละ 15 บาท ปัจจุบันหันมาใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อเลี้ยงปูแทน ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ลดต้นทุนค่าอาหารแล้วยังเป็นการช่วยกำจัดปลาหมอคางดำจากระบบนิเวศ ส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า ปกติฟาร์มกุ้งต้องดูดขี้กุ้งจากบ่อเลี้ยงมาใส่บ่อขี้กุ้งทุกวัน ในบ่อจะมีออกซิเจนน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ปรากฏว่าสมาชิกของผมเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งในจังหวัดสมุทรสงคราม เจอปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปอยู่ในบ่อขี้กุ้ง หลังจากนั้นบ่อขี้กุ้งใสสะอาดแต่มีปลาหมอคางดำตัวอ้วนพีเต็มไปหมด มีคนขอเข้ามาทอดแหปลาหมอคางดำทุกวัน ใช้เวลาแค่ 15 นาทีจับปลาไปขายได้ 300-400 บาท เชื่อไหมครับ ปลาหมอคางดำแดดเดียวอร่อยมากเลย แถมขายได้ราคาดี กิโลกรัมละ 380 บาท