หน้าแรก เศรษฐกิจ ต่อให้มีมาตรก...

ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ GDP ไทย 1Q69 (ก็อาจจะ) เป็นจุดสูงสุดของปี

16.05.26 | 10:10 น.
สุโชติ ถิรวรรณรัตน์

ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
GDP ไทย 1Q69 (ก็อาจจะ) เป็นจุดสูงสุดของปี

ในบทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมได้วิเคราะห์ไว้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่านในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องตลอดปีนี้ แม้ปัจจุบันภาวะสงครามยังคงดำเนินต่อเนื่อง ทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีทางทหารที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ เหตุผลหลักคือโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและขนส่งพลังงานในตะวันออกกลางที่ได้รับความเสียหาย ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนมหาศาลในการบูรณะฟื้นฟู ราคาน้ำมันอาจพักฐานได้บ้างหากสถานการณ์ผ่อนคลาย แต่ยากที่จะลดลงกลับสู่ระดับก่อนสงคราม ส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อยืดเยื้อกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้ ธปท.ต้องกำหนดนโยบายการเงินภายใต้ข้อจำกัดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง กับความจำเป็นในการประคับประคองเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จึงประเมินว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยใน 1Q69 ที่จะรายงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ มีแนวโน้มจะเป็น “จุดสูงสุดของปี” แม้รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ก็ตาม

GDP 1Q69 ยังแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ขณะที่เขียนบทความนี้ ยังไม่ทราบตัวเลข GDP 1Q69 ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะรายงานในวันที่ 18 พฤษภาคม โดยนักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอฯ คาดการณ์ว่า GDP 1Q69 จะขยายตัว 1.9% YoY ลดลงจาก 2.5% ใน 4Q68 และ 3.1% ใน 1Q68 ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะจากการเร่งจดทะเบียนและยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รัฐบาลไทยใช้กลไกกองทุนน้ำมันตรึงราคาขายปลีกดีเซลไว้ในช่วงแรก โดยแลกมาด้วยการขาดทุนสะสมของกองทุนที่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ก่อนที่รัฐบาลจะทยอยลดการอุดหนุนและปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้น ผล
กระทบจากสงครามจึงเริ่มส่งผ่านมายังอัตราเงินเฟ้อในประเทศอย่างชัดเจนในเดือนเมษายน 2569 โดยเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นแตะ 2.89% YoY จากที่ติดลบ -0.08% YoY ในเดือนมีนาคม ขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับขึ้นเฉลี่ยราว 0.98% YoY โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสำเร็จรูปที่มีพฤติกรรมราคา “ขึ้นง่าย ลงยาก” ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อผู้บริโภคไทยต่อเนื่องไปอีกนาน นับจากนี้ผลกระทบจากสงครามจะเริ่มปรากฏชัดขึ้นในตัวเลขเศรษฐกิจตั้งแต่ 2Q69 เป็นต้นไป

Advertisement

2Q69 ผลกระทบจากสงคราม
เต็มไตรมาส
และมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มได้เร็วสุดเดือนมิถุนายน

ใน 2Q69 เศรษฐกิจไทยจะเริ่มรับผลกระทบจากสงคราม ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจนกดดันกำลังซื้อผู้บริโภค และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบทั้งระบบจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง เนื่องจากวัตถุดิบในภาคการผลิตส่วนใหญ่ล้วนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ ปุ๋ยเคมีสำหรับภาคเกษตร หรือพลังงานในกระบวนการผลิต ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงกระทบอุปสงค์ที่แท้จริง แต่ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยและการตัดสินใจลงทุนชะลอตัวลงพร้อมกัน ประกอบกับไตรมาส 2 เป็นช่วง Low season ของเศรษฐกิจไทยอยู่แล้วตามฤดูกาล นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จึงประเมินว่า GDP ไทยใน 2Q69 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้บ้างใน 3Q69 จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ครอบคลุมทั้งการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทน โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเริ่มเบิกจ่ายได้เร็วที่สุดในเดือนมิถุนายนนี้ และจะส่งผลต่อตัวเลข GDP อย่างเต็มไตรมาสใน 3Q69 ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอฯประเมินว่าเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทดังกล่าวจะช่วยหนุน GDP ปีนี้ได้ราว 0.6-0.7% เมื่อรวมกับ GDP พื้นฐานที่คาดไว้ที่ราว 0.5% (กรณีไม่มีมาตรการใดๆ) จะทำให้ GDP ไทยทั้งปี 2569 เติบโตได้ราว 1.1-1.2% อย่างไรก็ดี ใน 4Q69 มีความเป็นไปได้ที่ตัวเลข GDP จะชะลอลงอีกครั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานการเปรียบเทียบที่สูงใน 4Q68 ซึ่งได้รับแรงหนุนพิเศษจากการเร่งซื้อและส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนทางภาษีของรัฐบาล

นักลงทุนในตลาดหุ้น
ยังเทรดบนความคาดหวังเชิงบวก
แม้เศรษฐกิจจริงยังเปราะบาง

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ซึ่งอาจผลักดันให้ GDP ขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ผลกระทบจากสงครามยังมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน โดย ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อย่างไรก็ดี นักลงทุนในตลาดหุ้นกลับมีมุมมองเชิงบวกสวนทางกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยอาศัยความคาดหวังใน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ i) การที่ตลาดหุ้นได้ซึมซับข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว ประกอบกับความคาดหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ii) มาตรการภาครัฐที่อาจมากกว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะโครงการ Thailand FastPass ที่มุ่งเร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชนที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วรวมเกือบ 3 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนภาคเอกชนและ GDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ และ iii) เงินปันผลของหุ้นไทยที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มี Dividend yield สูงกว่า 5%

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจจำกัด Upside ของตลาดหุ้นไทยในระยะนี้คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เกิดเหตุสงคราม สะท้อนการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ SET Index ปรับตัวขึ้นมาหลังพักฐานจากเหตุสงคราม ส่งผลให้ Earnings yield gap ปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 4.8% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปีก่อนที่ราว 5.8% (คำนวณจากประมาณการ EPS ของ SET Index ปีนี้ที่ 97 บาทต่อหุ้น และ Bond yield อายุ 5 ปีล่าสุดที่ 1.55%) ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่ปรับลดลงนี้ อาจทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดพันธบัตร