สุริยะ สั่งกรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาท่อส่งน้ำในพื้นที่ EEC ย้ำต้องส่งน้ำถึงผู้ประกอบการ กางแผน 5 ด้าน รับมือฝนน้อย
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังตรวจเยี่ยม และติดตามการบริหารราชการของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ สำนักงานชลประทานที่ 9 จังหวัดระยอง ว่า อ่างเก็บน้ำประแสร์ นับเป็นอ่างเก็บน้ำที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออก และมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากเป็นอ่างเก็บน้ำหลักของพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
ซึ่งจากการร่วมกิจกรรมการหารือร่วม ระหว่างผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ และรัฐบาลในเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15พฤษภาคม 2569) ซึ่งมีหัวข้อหนึ่งที่ผู้ประกอบการได้ให้ความสำคัญคือเรื่องการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก เนื่องจาก ในพื้นที่ดังกล่าวแม้ว่าจะมีอ่างเก็บน้ำ แต่ยังติดปัญหาในเรื่องท่อส่ง จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ระหว่างภาคเอกชนให้แล้วเสร็จ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังต้องมีการประสานงานกับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งต้องทำเรื่องนี้ให้จบ เพราะแม้ว่ามีแหล่งน้ำเพียงพอ แต่หากไม่สามารถกระจายน้ำไปถึงภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจได้ก็ถือว่าไม่เกิดประโยชน์

นายสุริยะ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเผชิญภาวะฝนน้อยกว่าปกติจากอิทธิพลเอลนีโญและความผันผวนของสภาพอากาศตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการ บริหารน้ำเชิงรุก ทันที เพื่อเก็บกัก จัดสรร และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทั้งภาคประชาชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องเร่งสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำควบคู่ไปกับพลังงานและโลจิสติกส์ในการรองรับการลงทุน
นายสุริยะ กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลได้เร่งเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยงผ่าน 5 มาตรการหลัก ประกอบด้วย
- เร่งเก็บกักน้ำต้นทุนครอบคลุมทั้งอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำชุมชน และระบบกระจายน้ำขนาดเล็ก-กลาง เพื่อสำรองน้ำช่วงฝนทิ้งช่วง
2. จัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ บูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำ ไฟฟ้า อุตสาหกรรม และท้องถิ่น
3. ส่งเสริมการใช้น้ำมีประสิทธิภาพ: เน้นภาคเกษตรผ่านระบบชลประทานแม่นยำ และเทคโนโลยี Climate-Smart Agriculture
4. พยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้าติดตามสถานการณ์น้ำและผลผลิตใกล้ชิด เพื่อลดความเสียหายและลดความผันผวนของตลาด
5. เพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ (Water Productivity) มุ่งเน้นให้น้ำหนึ่งหน่วยสามารถสร้างผลผลิต รายได้ และมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด

ด้าน นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เผยจากสถานการณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่มีรายงานว่าในขณะนี้มีปริมาณน้ำกักเก็บเหลือเพียงกว่าร้อยละ 30 ประกอบกับในปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจงเกิดฝนทิ้งช่วงจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการใช้การ ส่งผลให้ ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่บางแห่งความกังวลนั้น ว่า ส่วนของภาคอุตสาหกรรมกรมชลประทานมีระบบ ผันน้ำซึ่งสามารถสูบและผันน้ำได้ปีละกว่า 100,000,000 ลูกบาศก์เมตรซึ่งหากมีน้ำท่า เข้ามาไม่ว่าจะเข้ามาเก็บกักในอ่างเก็บน้ำ หรือตกลงในพื้นที่ใกล้เคียง ก็สามารถสูบกลับมาเติมในอ่างเก็บน้ำประแสร์ และผันไปที่คลองใหญ่หนองปลาไหลได้ ซึ่งยืนยันว่า น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ EEC มีปริมาณเพียงพอ

นายสุริยพล กล่าวว่า นอกจากนี้สำหรับพื้นที่ ECC ยังมีโครงการชลประทานที่ขึ้นใหม่ได้แก่ โครงการผันน้ำอ่างประแสร์-หนองค้อ-บางพระ ที่จะเข้ามามาช่วยในการผันน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและ EEC ซึ่งจะลดภาระการผันน้ำของอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม การเกษตรและการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดระยองได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

