หน้าแรก เศรษฐกิจ นำไอเดียซีอีโ...

นำไอเดียซีอีโอชงครม. ทำแผนปฏิบัติการ สุริยะขานรับเจ้าสัวธนินท์ ลงทุนด้านชลประทาน

18.05.26 | 06:19 น.

นำไอเดียซีอีโอชง ครม. นายกฯสั่งนำข้อเสนอวงถกซีอีโอเข้า ครม. ทำแผนปฏิบัติการ ตั้ง กรอ.-แดชบอร์ดติดตามผล สุริยะขานรับเจ้าสัวธนินท์ ลงทุนด้านชลประทาน

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกับบริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม ข้อเสนอจากภาคเอกชนนอกจากมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ 1. การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน 2.ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว

น.ส.รัชดากล่าวว่า 3.ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว 4.จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เอไอ , ไฮ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้เอสเอ็มอีแข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่ 5.รัฐบาลรับทราบปัญหาเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อย หรือ ไมโครเอสเอ็มอี มีที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดต้องทำร่วมกัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบแดชบอร์ด ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ข้อเสนอแนะจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึงการลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศว่า ข้อเสนอของนายธนินท์เน้นย้ำเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำและการกระจายน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่สำคัญนั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนาปลูกข้าว หากไทยมีปริมาณน้ำพอ จะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มรอบการทำนาเพาะปลูกจากปัจจุบันทำนาปีและนาปรัง หรือ 2 รอบต่อปี ขยายเพิ่มเป็น 3 รอบต่อปีได้ อย่างไรก็ตามการดำเนินการทางภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่ไปกับกรอบงบประมาณมีอยู่จำกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้จัดทำไว้ก่อนตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ดังนั้นแนวทางการขยายงบประมาณเพื่อดำเนินการโครงการเหล่านี้ จะต้องนำไปพิจารณาปรับเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปในแผนงบประมาณปี 2571 และปี 2572 ต่อไป

นายสุริยะ กล่าวว่าวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอขอความเห็นชอบจาก ที่ประชุมครม.ขอใช้งบกลาง 6,500 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนนโยบาย ครอบคลุมพืชไร่ พืชสวน และไร่นา จะนำร่องในกลุ่มเกษตรกรพร้อมจะปรับเปลี่ยนการใช้ปัจจัยการผลิต อาทิ กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกรเป็นต้น คาดว่าหากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ในการจัดเตรียม ปุ๋ยชีวภาพและสารชีวพันธุ์ ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวไม่ทันต่อฤดูกาลผลิตข้าวเร็วๆนี้ แต่คาดว่าจะนำร่องได้ในกลุ่มไม้ยืนต้น พืชไร่และพืชสวนก่อน ส่วนประเด็นว่างบประมาณ 6,500 ล้านบาท จะเพียงพอต่อการส่งเสริมเกษตรกรทั่วประเทศหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวต้องพิจารณาถึงงบกลาง ของรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้เสียก่อน ทราบว่าขณะนี้งบกลางค่อนข้างเหลือน้อย แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องรอผลการพิจารณาของที่ประชุม ครม.ที่จะถึงนี้ว่าจะมีทิศทางอย่างไร