หน้าแรก เศรษฐกิจ อุตก่อสร้างเฮ...

อุตก่อสร้างเฮ ธปท.ต่ออายุ LTV ช่วยพยุงอสังหาฯ-ห่วง 3 ปัจจัยเสี่ยงปี 69

18.05.26 | 15:56 น.
CIVIL

อุตก่อสร้างเฮ ธปท.ต่ออายุ LTV ช่วยพยุงอสังหาฯ -ห่วง 3 ปัจจัยเสี่ยงปี 69 – หวังรัฐเติม ‘กระสุน’ ฝ่าศก.ชะลอตัว

อุตฯก่อสร้างเฮธปท.ต่ออายุLTV
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ผู้นำบริษัทก่อสร้างครบวงจรชั้นนำของไทย เปิดเผยถึงกรณี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่ออายุมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ขยายเป็นวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ว่า ภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นการต่ออายุมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคองภาคอสังหาฯ ให้เดินหน้าต่อได้ และส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว อย่างไรมีความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 2569 อยู่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1. ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อต้นทุนในทุกภาคส่วน ทั้งปูนซีเมนต์ เหล็ก สี รวมถึงวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง 2. ปัญหาด้านการจัดหาวัสดุ โดยมองว่านอกจากราคาสินค้าจะแพงขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือ “จะหาของได้หรือไม่” เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งและซัพพลายเชน ส่งผลให้วัสดุบางประเภทอาจขาดแคลนหรือส่งมอบล่าช้า กระทบต่อแผนงานก่อสร้างโดยตรง และ 3. ความคล่องตัวของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมก่อสร้าง (Value Chain) ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเกิดปัญหาสภาพคล่อง หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งระบบ ทั้งผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ ผู้ผลิตวัสดุ และผู้พัฒนาโครงการ

“อยากให้ภาครัฐและสถาบันการเงินเข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการมากขึ้น ทั้งด้านการปล่อยสินเชื่อ การเสริมสภาพคล่อง และการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าต่อได้” นายปิยะดิษฐ์ กล่าว

หนุนรัฐอัดฉีด4แสนล้านฝ่าศก.ชะลอ
นายปิยะดิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 400,000 ล้านบาทของภาครัฐ โดยก้อนแรก 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มองว่า เป็นมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนและประคองภาคธุรกิจในช่วงที่หลายอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะวิกฤตและเศรษฐกิจชะลอตัว โดยในมุมของผู้ประกอบการเห็นว่ามาตรการลักษณะนี้มีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่าเม็ดเงินดังกล่าวอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญต้องประเมิน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการคือการมี “กระสุน” จากภาครัฐเพื่อช่วยผลักดัน ส่งเสริม และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการที่ช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็ต้องเร่งปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

นายปิยะดิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนแนวทางการปรับโครงสร้างพลังงานของภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ มองว่าเป็นแนวทางที่ควรสนับสนุน เพราะจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันในระยะยาว และสอดคล้องกับทิศทางที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่การใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในภาคอาคารและอสังหาริมทรัพย์น่าจะเห็นผลได้ชัดเจนและเกิดประโยชน์ค่อนข้างเร็ว แต่ในภาคการขนส่งอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกระยะ ดังนั้น ภาครัฐควรวางนโยบายให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม