ททท. ชี้ ท่องเที่ยวเผชิญภาวะชะลอรอดูความชัดเจน ผลกระทบปมตะวันออกกลาง ย้ำไม่มีใครผิดในสมการนี้
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกยังอยู่ในภาวะการชะลอตัวเพื่อรอดูความชัดเจน หรือ Wait & See เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังมากขึ้นภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทำให้ปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านซัพพลายไซด์ และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและบริการทั่วโลก ทุกประเทศต่างได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน รวมถึงประเทศไทยด้วย
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ตลาดตะวันออกกลางได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดสนามบิน การยกเลิกเที่ยวบิน และข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยกลุ่มเที่ยวได้แบบสบาย ( Leisure) ชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง ขณะที่กลุ่มหรูหราสูงสุด (Ultra Luxury) กลับเลือกเดินทางเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สงบ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ซึ่งถือเป็นกรีนซีซั่นตามธรรมชาติของตลาดยุโรป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินทางภายในภูมิภาคของตนเองอยู่แล้ว ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ส่งผลให้หลายสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จำนวนที่นั่งของสายการบินที่เข้าสู่ประเทศไทยลดลงตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของใครผิด แต่เป็นการปรับตัวตามบริบทโลกในปัจจุบัน
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า หากพิจารณาเชิงลึก ไม่ใช่เพียงมองแบบผิวเผิน จะพบว่าในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2569 ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลจากสหรัฐและยุโรปยังคงมีจำนวนใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และสามารถเติบโตได้เล็กน้อย แม้สถานการณ์ความตึงเครียดจะเริ่มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับคุณภาพ โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดยังคงรักษาระดับได้ คือ 1.ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไฮซีซั่นของตลาดระยะไกล นักท่องเที่ยวยังคงเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณค่า ประสบการณ์ และความคุ้มค่า 2.มุมมองของนักท่องเที่ยวตะวันตก ไทยยังคงเป็นประเทศที่สงบ มีบรรยากาศเหมาะสมกับการพักผ่อน และ 3.ททท. การท่าอากาศยาน และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่จากทั้งสหรัฐและยุโรป เพื่อเพิ่มความสะดวกอย่างต่อเนื่อง
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ททท. ยังคงเดินหน้าสร้าง Top of Mind ในตลาดเป้าหมายอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดนิ่งแม้แต่วันเดียว เพราะเชื่อมั่นว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GCC จะกลับมาเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อหลีกหนีสภาพอากาศร้อนในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากการเพิ่มเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง อาทิ ฟลายดูไบ (Flydubai) ที่เตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ดอนเมืองวันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ รวมถึงเอทิฮัด (Etihad Airways) ที่เตรียมเพิ่มเที่ยวบินอีก 2 เที่ยวบิน แม้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสูงขึ้น และบางสายการบินลดจำนวนเที่ยวบิน แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่าความต้องการเดินทางระยะยาวยังคงแข็งแรง โดยเฉพาะตลาดเรือสำราญและแพคเกจท่องเที่ยวคุณภาพ
“จากข้อมูลพบว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง TUI เปิดเผยว่า ยอดจองทริปฤดูร้อนจากลูกค้าอังกฤษลดลงประมาณ 10% จากความกังวลด้านสงครามและค่าครองชีพ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจจองใกล้วันเดินทางมากขึ้น ซึ่งความต้องการเดินทางเริ่มเปลี่ยนจากตะวันออกกลางและเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก ไปยังจุดหมายที่มีภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยสูงกว่า อาทิ สเปน กรีซ แคนาดา ญี่ปุ่น ไทย และออสเตรเลีย โดยประเทศไทยอาจเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในกลุ่มที่อ่อนไหวด้านราคาจากประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า อาทิ จีนและเวียดนาม การรักษาจุดแข็งด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และมาตรฐานการท่องเที่ยว จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว

