หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชี้จี...

เอกนิติ ชี้จีดีพีไตรมาส 1 พุ่ง ผลงานรบ. ชง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้า ครม. 19 พ.ค.

18.05.26 | 16:43 น.

เอกนิติ ชี้จีดีพีไตรมาส 1 พุ่งผลงาน รบ. ชง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เข้า ครม. 19 พ.ค.

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2569 การลงทุนคือพระเอก GDP ของไทยในไตรมาสที่ 1 ขยายตัวถึง 2.8% ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เติบโตถึง 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับเลข 2 หลัก (Double Digits) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี นโยบายรัฐเห็นผล

นายเอกนิติกล่าวว่า ความสำเร็จนี้ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกและเร่งรัดการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น รวมทั้งการลงทุนภาครัฐที่เติบโตขึ้นประมาณ 9% จากการเร่งเบิกจ่าย ทำให้การลงทุนรวมทั้งประเทศเติบโตที่ 9.9% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเสมือน “การมองกระจกหลัง” เพราะเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์วิกฤตสงครามและพลังงาน

“การลงทุนเอกชนโต 10.1% การลงทุนภาครัฐโต 9% ทำให้การลงทุนรวมทั้งหมดโต 9.9% เพราะฉะนั้นการลงทุนทั้งประเทศทั้งเอกชนและรัฐถือเป็นพระเอก แล้วนี่ก็คือหัวใจสำคัญ” นายเอกนิติกล่าว และว่า มรสุมเศรษฐกิจข้างหน้ากำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลกที่จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก 1-2 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและอัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้น

นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า เวลานี้ต่างชาติเริ่มกังวลมาก ทุกคนพูดออกเป็นเสียงเดียวกันว่าน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไป แล้วพายุที่เกิดขึ้นแล้วคือวิกฤตพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น วันนี้ทุกคนยอมรับความเป็นจริงเพราะว่าราคาน้ำมันสูงขึ้น ซึ่งวิกฤตที่เริ่มก่อตัวและเริ่มเป็นพายุแล้ว คือวิกฤตต้นทุน ตัวเลขเดือนเมษายน Inflation สูงขึ้น 2.9% ตัวเลขเราจะเห็นว่าต้นทุนจะค่อยๆ ขยับสูงขึ้น และน่าจะสูงขึ้นอีก ไม่ใช่เพียงแค่ไทยแต่จะเป็นวิกฤตของคนทั้งโลก แล้วคนส่วนใหญ่จะเห็นต้นทุนของแพงขึ้น อาหารจะเห็นต้นทุนแพงขึ้นเกือบ 10% เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น ดังนั้น วิกฤตต่อไปคือวิกฤตค่าครองชีพ อันนี้มองไปข้างหน้า นี้คือสิ่งที่อยากจะฉายให้เห็นภาพ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต เตรียมพร้อมในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น

นายเอกนิติกล่าวว่า มาตรการกู้ 4 แสนล้านจะมาช่วยบรรเทาด้านค่าครองชีพ ซึ่งสิ่งที่กำลังจะทำคือ โครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” ที่ทางรัฐบาลเตรียมเสนอโครงการนี้เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ โดยมีรูปแบบการช่วยจ่าย (Co-pay) รัฐสมทบ 60% ประชาชนจ่าย 40% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ เป็นมาตรการเตรียมพร้อมรองรับวิกฤตระลอกที่ 3 และ 4 ซึ่งคือวิกฤตค่าครองชีพและวิกฤตปากท้อง

Advertisement

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted) จะมีการช่วยเหลือแบบเจาะจง เช่น โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ด้านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) แทนที่จะนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอย่างเดียว รัฐบาลมีแผนสนับสนุนให้ภาคขนส่งเปลี่ยนผ่านไปใช้ ไบโอดีเซล (B20) ที่ใช้น้ำมันปาล์ม และกำลังหารือกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันการใช้ “รถหัวลากไฟฟ้า (EV)” เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว