หน้าแรก เศรษฐกิจ รบ.หนุนไอเดีย...

รบ.หนุนไอเดีย ‘เจ้าสัว’ ลุ้นผลลัพธ์ปลุกเศรษฐกิจไทย

19.05.26 | 09:27 น.

เจ้าสัว – หมายเหตุ ความเห็นภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการส่วนภูมิภาค กรณีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้นำความเห็นข้อเสนอแนะของเจ้าสัวและซีอีโอจากเวทีผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมครม.โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

อาคม สุวรรณกันธา
รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

เห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นความสำคัญของภาคเอกชนรายใหญ่ โดยผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่มีมาตั้งแต่สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตรัฐบุรุษและนายกรัฐมนตรี ซึ่ง กรอ.มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ภาคเอกชนประสานงานและบูรณาการกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การที่รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นเจ้าสัวและนักธุรกิจรายใหญ่ระดับประเทศ ที่มีสัดส่วนการผลิตและมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กว่า 80-90% ถือว่าเดินถูกทาง เพราะเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศสู่ตลาดโลก ในขณะที่ภาคเหนือมีจีดีพีน้อยที่สุดในประเทศ ดังนั้น อยากเห็นรัฐบาลและภาคเอกชนรายใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนภาคประชาสังคมไปพร้อมกัน

แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ หอการค้าเชียงใหม่ขอนำเสนอ 3 ประเด็นคือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ลดช่องว่างรายได้และกระตุ้นการลงทุนทุกภาคส่วน เพื่อสร้างงานและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง 2.รัฐลงทุนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ สนามบินเชียงใหม่ แห่งที่ 2 รถไฟรางคู่
และธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น สมาร์ทนิมมาน 3.กระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย รถพุ่มพวง เพื่อลดค่าครองชีพ พร้อมยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล โดยควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นไม่ให้สูง หรือแพงเกินไป

Advertisement
อาคม สุวรรณกันธา

ส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรมนั้น เห็นด้วย เพราะภาคเหนือเป็นแหล่งต้นน้ำปิง วัง ยม น่าน ไหลลงสู่เจ้าพระยา แต่ควรพัฒนาน้ำ ดิน อากาศ แบบครบวงจรการผลิตและอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทำระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพ ชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำมีส่วนร่วมบริหารจัดการพร้อมรณรงค์และเข้มงวดการห้ามเผาที่ส่งผลต่อมลพิษอากาศลดการเพาะปลูก หรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่สร้างผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่พัฒนาและจัดการบริหารอย่างเป็นระบบ ปัญหาก็กลับมาที่เดิม ไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน

สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจด้านธุรกิจสีเขียวและพลังงานสะอาดนั้นต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทนที่ประหยัดรายจ่าย เช่น แผงโซลาร์เซลล์ รถไฟฟ้า หรือรถอีวี ส่วนการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาใช้ทางเศรษฐกิจนั้นต้องเป็นเอไอเชิงสร้างสรรค์ และยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและลดต้นทุนของผู้ประกอบการการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ต้องคู่ขนานกับสิ่งแวดล้อมและสร้างกลไกการตลาดแบบสมดุล และสร้างแรงจูงใจการลงทุน และมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า โดยทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตแบบมั่นคง ที่สำคัญรัฐบาลต้องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างสภาพคล่องและให้กิจการเดินต่อไปได้ โดยไม่สะดุดหรือหยุดการลงทุน ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุนอาจส่งผลกระทบต่อกิจการ การจ้างงานและกระจายรายได้ บางรายอาจถึงขั้นปิดกิจการถาวรหรือปิดชั่วคราวได้

ผู้ประกอบการระดับเจ้าสัว นักธุรกิจรายใหญ่ หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีฐานการผลิตทั่วประเทศกว่า 99% ต่างมีความสำคัญและเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ หากรัฐบาลส่งเสริมและสนับสนุนเป็นไปทิศทางเดียว ย่อมส่งผลดีและเกิดประโยชน์ต่อประเทศและสังคมภายใต้การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อฝ่าฟันอุปสรรค และผลกระทบจากวิกฤตการณ์สงครามสู้รบในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาจมีเวทีการแสดงความคิดเห็นและรับฟัง กรอ.ในภูมิภาค หรือต่างจังหวัด เพื่อสะท้อนความต้องการของพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะ กรอ.ส่วนกลางเท่านั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นข้อเสนอแนะกับรัฐบาล และ ครม.นายอนุทินเพื่อสะท้อนปัญหาภาพรวมของประเทศ

ทั้งนี้ นายอนุทินและรัฐบาลมีแผนประชุม ครม.สัญจร ที่ภาคเหนือหรือเชียงใหม่ในช่วงกรกฎาคมนี้ คงได้เห็นความชัดเจนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือ เป็นรูปธรรมมากขึ้น

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
อดีตรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ข้อเสนอของบรรดาเจ้าสัวเหล่านั้นถือเป็นข้อเสนอที่ดี แต่โอกาสที่จะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริงภายในกรอบเวลา 6 เดือนนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากสิ่งที่จะเห็นได้ภายในระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงความเคลื่อนไหวในลักษณะของกรอบนโยบายมากกว่า ส่วนผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของประชาชนยังไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากกระบวนการปรับปรุงกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับต่างๆ ล้วนแต่ต้องใช้เวลาพอสมควร แม้ภาครัฐจะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อจัดทำระบบงานผ่านแดชบอร์ดในการติดตามงาน แต่กว่าที่จะดำเนินการได้สำเร็จก็คาดว่าจะต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่าการผลักดันในครั้งนี้จะช่วยให้เห็นความชัดเจนในเชิงนโยบายว่ารัฐบาลต้องการปรับปรุงประเทศไปในทิศทางใด เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเอไอ ดิจิทัล หรือพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องมีแผนที่นำทางหรือโรดแมปที่ชัดเจน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับฐานรากอย่างระบบบริหารจัดการน้ำหรือการเกษตรนั้น เป็นระบบที่ไม่สามารถเห็นผลสำเร็จได้ภายใน 6 เดือน เพราะแผนงาน 6 เดือนเป็นเพียงแผนระยะสั้นที่เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่การปรับโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบน้ำและการเกษตรจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานกว่านั้น

เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือการสร้างแรงงานทักษะสูงเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันที สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้รัฐบาลเน้นย้ำคือการกระจายประโยชน์ไปสู่ระดับรากหญ้า เนื่องจากนโยบายที่กลุ่มเจ้าสัวเสนอขึ้นมานั้น แม้จะมีผลต่อเศรษฐกิจทุกระดับและกลุ่มทุนใหญ่จะได้ประโยชน์เป็นอันดับแรก ซึ่งอาจเอื้อเฟื้อลงมายังระบบเศรษฐกิจฐานรากอื่นๆ ได้ แต่นโยบายระยะสั้นที่จะให้เห็นผลใน 6 เดือนนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเอสเอ็มอี (SME) และกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีเป็นหลัก

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ

โดยผมมีความกังวลว่าหากเม็ดเงินและมาตรการส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะในธุรกิจขนาดใหญ่ ก็จะกลายเป็นลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก ซึ่งจะเข้าไปดูดซับเงินจากระดับเอสเอ็มอีกลับไปสู่กลุ่มทุนใหญ่ทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลต้องมีมาตรการคู่ขนานในการสร้างแหล่งเงินทุนเฉพาะกลุ่มให้กับไมโครเอสเอ็มอี เพราะปัญหาของระบบเศรษฐกิจในขณะนี้คือประชาชนระดับรากหญ้ามีเงินในกระเป๋าน้อยลง และขาดแคลนแหล่งเงินทุนที่จะนำไปต่อยอดเพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต หากรัฐบาลต้องการให้เกิดนโยบายระยะสั้นที่มีประสิทธิภาพ จะต้องเข้าไปสร้างแต้มต่อให้ประชาชนตัวเล็กได้รับอานิสงส์โดยตรง ซึ่งเมื่อกลุ่มฐานรากและเอสเอ็มอีมีกำลังซื้อที่มากขึ้น ก็จะกลับมาอุดหนุนสินค้าและบริการของกลุ่มทุนใหญ่และบรรดาเจ้าสัวที่เสนอแนวคิดเหล่านั้นเอง

นอกจากนี้ ยังอยากเห็นรัฐบาลชุดนี้ขับเคลื่อนนโยบายที่ก้าวข้ามการทำงานแบบไซโล หรือการต่างคนต่างทำของแต่ละกระทรวง แต่ควรสร้างกลไกให้กระทรวงและกรมต่างๆ สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันในนโยบายเชิงโครงสร้าง หรือเมกะโปรเจ็กต์ที่มีความซับซ้อน ส่วนประเด็นเม็ดเงินกู้จำนวนประมาณ 4 แสนล้านบาท ตามพระราชกำหนดเงินกู้นั้น ซึ่งมีการแบ่งสัดส่วนวงเงินกู้ก้อนละประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบด้านราคาพลังงาน และอีก 2 แสนล้านบาท สนับสนุนเรื่องพลังงานสะอาดนั้น ตนเข้าใจว่ารัฐบาลพยายามหาแนวทางนำเงินกู้ก้อนนี้มาขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ระยะสั้นร่วมกับภาคเอกชน แต่ในปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีการประกาศนโยบายที่ชัดเจนเป็นโครงการพุ่งเป้าว่าจะนำเงินกู้ไปใช้ในส่วนใดบ้าง

จึงมองว่าแผนระยะสั้น 6 เดือนของรัฐบาลอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจหรือพลิกชีวิตของฐานรากได้ทันที แต่สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ภายใน 6 เดือนนี้คือการกำหนดทิศทางของประเทศให้มีความชัดเจนและตรงเป้า ไม่ปล่อยให้สะเปะสะปะเหมือนแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีในอดีต

โดยรัฐบาลต้องทำนโยบายพุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนภาคส่วนที่ยังคงอ่อนแอในระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งกลุ่มเอสเอ็มอี ฐานราก และภาคการเกษตร เพื่อให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศจะเดินหน้าไปทางใดและจะให้การสนับสนุนกลุ่มใดอย่างเป็นรูปธรรม