หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.คาดจีดีพี...

กกร.คาดจีดีพีปี 69 เหลือโต 1.2-1.6% จี้รัฐเร่งแก้ขาดแคลนแรงงาน-หนุนพลังงานหมุนเวียน

19.05.26 | 13:03 น.
จีดีพี

กกร.คาดจีดีพีปี 69 เหลือโต 1.2-1.6% พิษตะวันออกกลางยืดเยื้อ จี้รัฐเร่งแก้ขาดแคลนแรงงาน-หนุนพลังงานหมุนเวียน

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายวรกฤต จารุวงค์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมประชุม ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประเมินว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ส่งผลให้ความกังวลต่อ physical damage กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งผลกระทบจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นชัดในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การเติบโตยังจำกัดอยู่ในบางภาคส่วน โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ และภาคการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้สินค้ากลุ่มเทคขยายตัวกว่า 45% และขยายตัวต่อเนื่อง 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังกระจุกตัวสูงและไม่ได้ส่งผลดีต่อภาคการผลิตโดยรวมอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ กกร.ได้คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.2-1.6% เท่าเดิมจากเดือนก่อน ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะติดลบ 1.5 ถึง 0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0-3.0% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ย 90.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศลอยตัว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยระยะข้างหน้ายังเผชิญความท้าทายสูง จำเป็นต้องติดตามผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาวัตถุดิบและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ โดยเห็นว่าประเทศไทยควรเร่งลงทุนปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ รวมทั้งเร่งลงทุนเพิ่มศักยภาพภายใต้ Reinvent Thailand เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

Advertisement

นอกจากนี้ กกร. ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน ซึ่งหลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ” คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าว

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน  ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 โดยเห็นว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส เสริมสร้างธรรมาภิบาล และยกระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เห็นว่า การมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างบูรณาการ ทั้งด้านการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ กระบวนการอนุญาตภาครัฐ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลยพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต