เอกชน ชี้นายกฯนั่งหัวโต๊ะกก.ต้านทุจริต สร้างภาพดีแก่ประเทศ ปูทางไทยสู่ OECD
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้งพร้อมนั่งเป็นประธาน “คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านทุจริต” เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศสู่องค์กร OECD ภายในปี 2571 ว่า การยกระดับความโปร่งใสถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกันในระดับสากล โดยหากประเทศไทยสามารถผลักดันและบรรลุข้อตกลงกับ EU ได้สำเร็จ การก้าวเข้าไปเป็นสมาชิก OECD ก็จะไม่ใช่เรื่องยาก ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจยังไม่มีการจัดการด้านความโปร่งใสที่เป็นกิจลักษณะและจริงจังมากนัก การที่ระดับผู้นำลงมาเป็นประธานขับเคลื่อนด้วยตนเองจึงเป็นสัญญาณบวกที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของประเทศ
“ถือว่ามาถูกทาง เป้าหมายหนึ่งของ OECD ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องก้าวเข้าไปในแห่งนั้น ณ ปีนี้เรากำลังคุยเรื่อง ไทย-EU ซึ่ง OECD จะตามต่อมาในไม่ช้า แต่ถ้าเราทำไทย-EU ได้เนี่ย ก็จะไป OECD ได้ไม่ยากนัก แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่เป็นกิจลักษณะจริงจัง แต่ครั้งนี้พอมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาแล้วนายกเป็นประธานเองด้วยถือว่าเป็นการให้ความสำคัญ ผมเชื่อว่าคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร อย่างน้อยที่สุด คือ ภาพลักษณ์ของการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น” นายวิศิษฐ์ กล่าว
ชี้รัฐเร่งใช้ดิจิทัลแก้ปัญหา ลดต้นทุน-เพิ่มความโปร่งใส
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องสำคัญก็คือวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ เท่าที่มองวิธีด้านดิจิทัลจะเร็วที่สุด แนวทางแก้ปัญหาของภาครัฐในปัจจุบัน วิธีที่เห็นผลได้รวดเร็วที่สุดคือการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ เนื่องจากไม่เพียงช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน แต่ยังช่วยลดต้นทุนทั้งของภาครัฐและประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ผ่านมา การให้บริการของรัฐมีการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น การจองคิวหรือการยืนยันตัวตนก่อนเข้ารับบริการ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ยังสามารถต่อยอดให้มีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างภาคการเงิน โดยเฉพาะระบบธนาคาร ที่ปัจจุบันประชาชนสามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสาขา แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินซึ่งมีความสำคัญสูง แต่ยังสามารถดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
“เมื่อเรื่องการเงินที่มีความอ่อนไหวสูงยังทำผ่านดิจิทัลได้ การยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนก็ควรทำได้เช่นกัน” นายวิศิษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันเริ่มมีการนำแอปพลิเคชันอย่าง ThaiD มาใช้ในการยืนยันตัวตน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาระบบบริการภาครัฐในยุคดิจิทัลอย่างไรก็ตาม หวังว่าในระยะต่อไป หน่วยงานภาครัฐทุกกระทรวงและกรม จะมีนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ จากกรณีประเด็นผลสำรวจที่ระบุว่ามีหน่วยงานรัฐติดอันดับการรับสินบนมากถึง 10 อันดับนั้น นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้าง หรือลุกลามไปสู่การปิดปากฟ้องร้อง เนื่องจากคณะกรรมการต้านทุจริตชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นนี้ จะเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการคอยดูแล ติดตาม และออกนโยบายเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต่อไป

