ทป. คิกออฟโครงการ SMEไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP ปักหมุด 6 จังหวัด ดัน 300 ธุรกิจสร้างแต้มต่อ
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยประเทศไทยมีเอสเอ็มอีกว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของวิสาหกิจทั้งหมด อย่างไรก็ดี สัดส่วนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันเพียง 34.95% ของจีเอสพี หรือประมาณ 1.72 ล้านล้านบาท สะท้อนข้อจำกัดของเอสเอ็มอีไทยในการเข้าถึงตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการติดอาวุธและสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอีไทย เพื่อให้สามารถเพิ่มส่วนแบ่งของเอสเอ็มอีในมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ กรมจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คิกออฟโครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย ไอพี เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการทั้งเรื่องการสร้างแบรนด์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพิ่มความน่าเชื่อถือ และต่อยอดโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย
นางอรมน กล่าวว่า“โครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP” เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยมีการสร้างสรรค์ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ มาใช้ในการสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และการผลักดันให้สินค้าที่ได้มีแบรนด์สามารถสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอี ผู้เป็นเจ้าของได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา
จุดเด่นของโครงการนี้ คือการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แบบครบวงจร โดยภายใต้โครงการดังกล่าว กรมจัดให้มีกิจกรรมหลัก ดังนี้
1. จัดอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการ SME มากกว่า 300 กิจการ
ทั่วไทย ช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2569 ใน 6 ภูมิภาค ทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น เป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจและมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมาก ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ทั้งการอบรมส่งเสริมความรู้ด้านไอพีการตลาด และการสร้างแบรนด์ ตลอดจนให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวและให้คำแนะนำการออกแบบโลโก้และสร้างแบรนด์ ให้สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่จังหวัดราชบุรีและกรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนมิถุนายน 2569
2.ผู้ประกอบการ 300 คนแรกที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้มากขึ้น ได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า ตามกฎหมายและในระยะเวลาที่รวดเร็วทันใช้งาน โดยกรมจัดให้มีบริการ Fast Track เร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีความจำเป็นต้องนำเครื่องหมายการค้าไปใช้อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะทราบผลการพิจารณาภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ 150 รายที่เข้าร่วมโครงการได้นำสินค้าและบริการมาจำหน่าย พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงจับคู่การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการ SME กับผู้ซื้อจากภาคธุรกิจต่างๆ เช่น โมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการซื้อขายสร้างรายได้จริง ผ่านงานแฟร์ จัดขึ้นวันที่ 4-6 กันยายน 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสเกต โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดตัวโครงการฯ กรมจัดเสวนาหัวข้อ “บทบาททรัพย์สินทางปัญญากับการเพิ่มมูลค่าในธุรกิจ SME” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการนำ IP มาต่อยอดธุรกิจ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างแบรนด์ การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างทางธุรกิจผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายภเชศ จารุมนต์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา นายพีรพงศ์ คุณเลิศอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ดีไลท์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของขนมทองม้วนแบรนด์ GreenVille นายทรรศิน อินทานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สไมล์ฟาร์ม ฟู้ด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ZENFRY และ ดร.ณัฐเดช ยอแซฟ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์โอฬาร จำกัด เจ้าของแบรนด์ Vivy โดยผู้ร่วมเสวนาต่างสะท้อนมุมมองตรงกันว่า “แบรนด์” และ “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มมูลค่าสินค้า และทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน




