‘พิพัฒน์’ ถก กพอ. เห็นชอบสมาร์ทโลจิสติกส์ ฉะเชิงเทรา หนุนขยายพื้นที่อีอีซีสู่ปราจีนบุรี

20.05.26 | 18:01 น.
สมาร์ทโลจิสติกส์

“พิพัฒน์” ถก กพอ. เห็นชอบสมาร์ทโลจิสติกส์ ฉะเชิงเทรา หนุนขยายพื้นที่อีอีซีสู่ปราจีนบุรี

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO ทำหน้าที่เลขานุการการประชุม

รายงานจากที่ประชุม กพอ. ระบุว่า ที่ประชุม กพอ. ได้พิจารณาและมีมติในประเด็นสำคัญหลายด้าน เริ่มจาก ที่ประชุมเห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสมาร์ทโลจิสติกส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง สำหรับพื้นที่ดังกล่าวจะพัฒนาเป็นศูนย์กระจายสินค้าทันสมัย หรือ International Distribution Center (IDC) รองรับกลุ่มผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการระบบบริหารจัดการที่มีความแม่นยำสูง โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงมาใช้ อาทิ ระบบ 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) ระบบชั้นวางอัตโนมัติ ASRS หรือชั้นวางอัจฉริยะ รวมถึงการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence)

นายพิพัฒน์ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดเงินลงทุนในพื้นที่ประมาณ 1,350 ล้านบาท และสร้างการจ้างงานราว 350 อัตรา อีกทั้งยังช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะจากผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับภาคบริการด้านโลจิสติกส์ของประเทศในอนาคต

รายงานจากที่ประชุม กพอ. เผยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่ง สกพอ. ได้ศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่อีอีซีเพิ่มเติม โดยพบว่าจังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายงานระบุว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ทั้งหมด อีกทั้งยังมีจุดเด่นด้านการเป็นเมืองสมุนไพร ซึ่งสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรได้ในอนาคต

ขณะเดียวกันยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเส้นทางถนนที่เชื่อมโยงพื้นที่อีอีซีและกรุงเทพมหานคร รวมถึงผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และในด้านทรัพยากร จังหวัดปราจีนบุรียังมีความพร้อมทั้งด้านแหล่งน้ำและแรงงานที่เพียงพอต่อการรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม รายงานยังเสนอให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะเร่งด่วนภายใน 1-2 ปี โดยเฉพาะโครงการจัดการขยะชุมชนผ่านการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะครบวงจร การบริหารจัดการน้ำเสียชุมชน และการวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรักษาสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม

Advertisement

ทั้งนี้ กพอ. ได้เห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม พร้อมมอบหมายให้ สกพอ. นำข้อคิดเห็นและข้อสังเกตจากกรรมการไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้ง เพื่อประกอบการนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

รายงานจากที่ประชุม กพอ. ระบุว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยปัจจุบัน สกพอ. ได้ขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษรวมทั้งสิ้น 46 แห่ง รวมพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบอีก 7 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าด้านระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของ สกพอ. หรือ EEC OSS ซึ่งสามารถให้บริการได้แล้วมากกว่า 50 รายการ ครอบคลุมทั้งการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมาย 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และการอนุญาตด้านสาธารณสุข

พร้อมกันนี้ สกพอ. ยังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงผลประโยชน์จากการลงทุนสู่พื้นที่และชุมชนอย่างต่อเนื่อง