หน้าแรก เศรษฐกิจ ททท.ต่ออายุ ซ...

ททท.ต่ออายุ ซัมเมอร์บาส นำงบเหลือ 70 ล้าน เพิ่มบินเหมาลำตลาดไกล หลังจีนคืนโควต้า 200 เที่ยว

21.05.26 | 15:29 น.

ททท.ต่ออายุ ซัมเมอร์บาส นำงบเหลือ 70 ล้าน เพิ่มบินเหมาลำตลาดไกล หลังจีนคืนโควต้า 200 เที่ยว

วันที่ 21 พ.ค. น.ส.ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยสะสมประมาณ 13.1 ล้านคน แม้ตัวเลขภาพรวมจะยังติดลบเล็กน้อยประมาณ 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยสัดส่วนหลักมาจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ถึง 64% หรือประมาณ 8.29 ล้านคน ซึ่งจีนยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยจำนวน 2.1 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย 1.47 ล้านคน และอินเดีย ที่คาดว่าจะแตะ 1 ล้านคนในเร็วๆ นี้ โดยปัญหาของตลาดระยะใกล้อย่างจีน แม้จำนวนตัวเลขจะดูฟื้นตัวในแดนบวกแต่ต้องยอมรับว่า เพราะฐานปีที่แล้วอยู่ในระดับต่ำ

น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญอุปสรรคสำคัญ จากราคาพลังงาน และน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนสายการบิน โดยเฉพาะกลุ่มเช่าเหมาลำ (Charter Flight) จากเมืองรองของจีน อาทิ เฉิงตู และกวางโจว ที่ขอยกเลิกการเดินทางรวมกว่า 200 เที่ยวบิน สะท้อนภาวะที่ผู้ประกอบการเริ่มแบกรับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่สูงขึ้นไม่ไหว แม้ ททท.จะมีการสนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดทำชาร์เตอร์ไฟลต์ จำนวน 350,000 บาทต่อเที่ยว แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างบางประเทศที่ทุ่มงบกว่า 500,000 ถึง 1 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

“จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้งบประมาณในโครงการ “Thailand Summer Blast” ที่เดิมจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ยังคงมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 70 ล้านบาท เนื่องจากมีการคืนโควต้าเที่ยวบิน ททท.จึงเตรียมพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อขอขยายระยะเวลาโครงการไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำงบประมาณไปบริหารจัดการกระตุ้นตลาดระยะไกล (Long-haul) และกลุ่ม Incentive ที่ยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง” น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าว

น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าวว่า นอกจากปัญหาต้นทุน ยังมีความกังวลต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัย หลังมีกระแสข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนหายตัวไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แม้สถานทูตจะเริ่มมีการชี้แจงบ้างแล้ว แต่ยังต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนจากกลุ่มทัวร์เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) มากขึ้น เลือกจุดหมายปลายทางตามแรงผลักดัน (แพชชั่น) และวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างชัดเจน อาทิ การตามรอยศิลปิน (Fanmeet) การดูคอนเสิร์ตอย่างเจย์ โจว (โจว เจี๋ยหลุน) หรือ เทศกาลทูมอร์โรว์แลนด์ รวมถึงการวิ่งเทรล และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง

Advertisement

น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินงานเพื่อรับมือสถานการณ์ ททท.เตรียมผลักดันกลยุทธ์ “NEXT” ประกอบด้วย 1.New Segment เจาะกลุ่มใหม่ๆ อาทิ กลุ่ม Silver Age จากจีนที่ชื่นชอบกิจกรรมโชว์ศักยภาพอย่างการรำไทเก็กหรือเดินแฟชั่นโชว์ในไทย และกลุ่มผู้หญิงจากญี่ปุ่น 2.Experience Economy เปลี่ยนการขายสินค้าท่องเที่ยวแบบเดิมเป็นการขายประสบการณ์ อาทิ การเรียนทำอาหารไทยที่ลึกถึงแหล่งวัตถุดิบ

3.Exchange Ecosystem สร้างพันธมิตรนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาทิ ค่ายมือถือ ห้างสรรพสินค้า เพื่อแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลลูกค้า และ 4.Sustainable Growth มุ่งสร้างความสมดุล ทั้งในเชิงจำนวนและช่วงเวลา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และผลักดันการท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน

“ความกังวลจากผลกระทบตะวันออกกลาง ถือว่าต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีตลาดที่ต้องเฝ้าระวังมากๆ อย่างเกาหลีใต้ด้วย เพราะเราเห็นยอดนักท่องเที่ยวเกาหลีมาไทยติดลบถึง 19% ในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่ง ททท.กำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน อัตราแลกเปลี่ยน หรือพฤติกรรมการหันไปเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น ขณะที่ตลาดอินเดียยังคงเติบโตได้ดีแต่ต้องระวังเรื่องการปรับลดเที่ยวบินและนโยบายด้านวีซ่าในอนาคต” น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าว