คมนาคม ถก บช.น.-กทม. ถอดบทเรียน รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน ขีดเส้น 15 วันรายงานข้อเท็จจริงให้ ‘พิพัฒน์’
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่กระทรวงคมนาคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง ประชุมสอบข้อเท็จจริง กรณีรถไฟชนรถโดยสารประจำทางฯ 206 บริเวณแยกมักกะสัน ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริง ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันเกิดเหตุ เพื่อรายงานต่อผู้บริหารระดับสูง และนำไปใช้ถอดบทเรียนในการหาแนวทางป้องกันอุบัติเหตุ โดยในที่ประชุมได้มีการนำภาพจากกล้องวงจรปิด 4 มุมมองมาแสดงประกอบการพิจารณา เพื่อให้เห็นลำดับเหตุการณ์ในช่วงเกิดเหตุอย่างชัดเจน
นายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบไทม์ไลน์เบื้องต้น พบว่า เวลา 15.33.22 น. รถโดยสารประจำทางสาย 206 เคลื่อนผ่านเครื่องกั้นทางรถไฟด้านแรก เวลา 15.33.27 น. รถเมล์หยุดค้างบนรางรถไฟ
เวลา 15.33.31 น. ระบบสัญญาณและเครื่องกั้นเริ่มทำงาน เจ้าหน้าที่กั้นถนนพยายามกดปุ่มให้ไม้กั้นลง แต่ไม่สามารถปิดได้ เนื่องจากมีรถกีดขวาง ต่อมาเจ้าหน้าที่ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเตือน และโบกธงแดงเพื่อส่งสัญญาณหยุดขบวนรถไฟ อย่างไรก็ตาม รถไฟยังคงวิ่งเข้าสู่จุดตัด ก่อนพุ่งชนรถเมล์ที่ติดค้างอยู่บนราง และ หยุดนิ่งในเวลาต่อมา

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะเรียบเรียงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติการเดินรถไฟ การบริหารจุดตัดและการจราจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เพื่อรายงานต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทราบภายใน 15 วัน รวมทั้งถอดบทเรียนและจัดทําข้อเสนอเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการให้บริการประชาชน รายงานผลรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาสั่งการ ภายใน 30 วัน ส่วนรายละเอียดเชิงลึกว่าความผิดเกิดจากบุคคลใดบ้างนั้น ให้เป็นหน้าที่ในสำนวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี
นายจิระพงศ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการถอดบทเรียนร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่างกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จะมีการประชุมเพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งนี้ ตนได้กำชับให้ทำงานเชิงรุกให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งจะเริ่มเห็นข้อเสนอแนวทางแก้ไขภายในต้นเดือนมิถุนายนนี้เช่นกัน
พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดีว่า นอกเหนือจากผู้เกี่ยวข้องหลัก 3 ราย คือ คนขับรถเมล์ พนักงานควบคุมไม้กั้น และคนขับรถไฟแล้ว พนักงานสอบสวนกำลังเร่งแกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์คันอื่นๆ ที่ขับเข้ามาจอดคร่อมรางและฝ่าฝืน พรบ.จราจรทางบก รวมถึงล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ กำลังเร่งแก้จราจรจุดตัดอโศก โดยเริ่มใช้มาตรการเฉพาะหน้าบริเวณจุดตัดอโศก-กำแพงเพชร 7 โดยเป็นการทดลองปรับจำนวนช่องทางจราจร เพื่อลดการตัดกระแสรถบริเวณจุดตัด พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรประจำพื้นที่ตลอดช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อป้องกันรถฝ่าฝืนเข้าไปอยู่บนรางรถไฟ นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ เวลา 9.30 น. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อกำหนดมาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวร่วมกัน
ขณะที่ผู้แทนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า จากฐานข้อมูลสถิติพบว่า จุดตัดบริเวณแยกมักกะสันมีปริมาณการจราจรหนาแน่นสูงถึง 3,000 คันต่อชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้า มีรถจากถนนกำแพงเพชร 7 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่แยกอโศก-เพชรบุรี สูงถึง 1,200 คันต่อชั่วโมง และตรงไปทางนิคมมักกะสันอีก 200 คันต่อชั่วโมง ในระยะสั้นตำรวจและ กทม. จึงได้ทดลองบีบช่องจราจรบนถนนกำแพงเพชร 7 จาก 4 เลน ให้เหลือ 3 เลน และ 2 เลนในช่วงเร่งด่วน เพื่อลดการตัดกระแสจราจรกับรถที่มาจากฝั่งอโศก-ดินแดง พร้อมทั้งนำแผงเหล็กยืดหด (หีบเพลง) มาติดตั้งกันรถฝ่าฝืนเลี้ยวขวา ตีเส้นทแยงห้ามหยุดรถก่อนถึงทางรถไฟ ขณะที่ระยะถัดไป กทม. เตรียมจะนำระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Signalling) มาติดตั้งใช้งานบริเวณทางแยกจุดตัดถนนกำแพงเพชร 7 กับถนนอโศก-ดินแดง โดยจะตั้งค่าให้ระบบสัญญาณไฟของแยกนี้ทำงานสัมพันธ์สอดคล้องกับสัญญาณไฟที่แยกอโศก-เพชรบุรี เนื่องจากตรวจสอบพบว่า ระยะทางจากแยกอโศก-เพชรบุรี ถึงจุดตัดถนนกำแพงเพชร 7 มีระยะทางที่สั้นมากเพียงประมาณ 120 เมตรเท่านั้น ดังนั้น การให้สัญญาณไฟของทั้งสองจุดจึงต้องสัมพันธ์กันอย่างระบบ เพื่อระบายรถให้สอดคล้องกันและป้องกันไม่ให้ท้ายแถวสะสมติดขัดจนล้นกลับมาปิดกั้นทางแยก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีรถจอดติดค้างอยู่บนทางรถไฟอโศก-ดินแดงในปัจจุบัน

