หน้าแรก เศรษฐกิจ SCB EIC คาดเศ...

SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% ชี้กู้เงิน 4 แสนล้านดันจีดีพีโตเพิ่ม 0.6% 

22.05.26 | 15:36 น.
คาดเศรษฐกิจไทยปี 69

SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% ชี้กู้เงิน 4 แสนล้านดันจีดีพีโตเพิ่ม 0.6% – เตือนพิษจากสงครามตะวันออกกลาง

  • ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ขึ้นเป็น 1.7%

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนมากขึ้น

SCB EIC เปิดเผยว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน เร่งขึ้นแตะ 2.9% สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี หลังราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มตามกลไกตลาด และเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหารสำเร็จรูป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้ผลิตพุ่งสูงถึง 9.1% สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เองเป็นส่วนใหญ่ คาดว่าการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะทยอยเกิดขึ้นมากขึ้นในระยะข้างหน้า แม้จะยังถูกจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ซึ่งกดดันความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs

ขณะเดียวกัน พลวัตทางธุรกิจเริ่มอ่อนแรงลง โดยจำนวนธุรกิจเปิดใหม่ลดลง ขณะที่ธุรกิจปิดกิจการเพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปี ความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม ด้านภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 7% ในเดือนเมษายน และลดลงอีก 3% ในช่วง 17 วันแรกของเดือนพฤษภาคม ส่วนภาคส่งออก แม้เดือนมีนาคม จะขยายตัวสูงถึง 18.7% แต่ยังพึ่งพาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางหดตัวแรงถึง 57.1% ด้านการนำเข้าเร่งตัวถึง 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าไตรมาสแรกกลับมาขาดดุล

  • คาดกู้เงิน 4 แสนล้านพยุงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.6%

SCB EIC ระบุว่า การปรับประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้มีปัจจัยหลักจาก 4 ด้าน ได้แก่ 1. พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้ได้ราว 0.6 เปอร์เซ็นต์ (สมมติฐานว่าเม็ดเงิน 274,000 ล้านบาทจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ แบ่งเป็นโครงการช่วยเหลือประชาชน เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส วงเงิน 198,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพระยะสั้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และแผนงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดราว 76,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ 3-4) 2. การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มดีขึ้นตามโมเมนตัมในไตรมาสแรก รวมถึงมูลค่าการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะธุรกิจด้าน AI และ Data Center 3. มูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้นมากจากผลของราคานำเข้าที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลก และ 4. การปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.7 ล้านคน จากเดิม 33.2 ล้านคน ตามจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง ตั๋วโดยสารที่แพงขึ้น รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและกำลังซื้อที่อ่อนแอ

ทั้งนี้ SCB EIC มองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัว 1.7% ถือว่าชะลอลงอย่างมากจากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% และปี 2567 ที่ 2.9% สะท้อนทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นเกินกรอบเป้าหมาย มาอยู่ที่ 3.6% จากปีก่อนที่ติดลบ 0.1% สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

Advertisement
  • กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปี

SCB EIC มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงเกินกรอบตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่บทบาทนโยบายการคลังที่ทยอยออกมาลดผลกระทบจากสงครามจะช่วยประคองอุปสงค์ในประเทศได้ในระดับหนึ่ง จึงลดความจำเป็นที่ กนง. จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินมี Policy space จำกัด ทั้งนี้คาดว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและมาตรการช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

  • มองเศรษฐกิจโลกชะลอลงจากแรงกดดันสงคราม

นอกจากนี้ SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 2569 โดยในไตรมาส 1 เศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ขยายตัวดีจากกระแสการลงทุน AI ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบเต็มที่ มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากความยืดเยื้อของสงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน กดดันภาคการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภค

โดย SCB EIC มองว่า เศรษฐกิจยูโรโซนและญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ดีจากแรงหนุนการลงทุน AI และเสถียรภาพตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการผลิตและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกที่เร่งขึ้น เช่น แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์

  • ธนาคารกลางรอความชัดเจนอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมไม่ได้

ทั้งนี้ ธนาคารกลางหลักจะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม และอาจไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ในปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี (เดิมคาดปรับลด 1 ครั้ง) จากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและแนวโน้มตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 2.25% (เดิมคาดคงดอกเบี้ย) เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่ ECB จะไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้มาก เนื่องจากเศรษฐกิจยังเปราะบาง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 1.0% ในปีนี้ (เดิมคาดปรับขึ้น 2 ครั้ง) โดยให้ความสำคัญกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงมากขึ้นจากผลกระทบสงคราม ในภาพรวมภาวะการเงินโลกจะตึงตัวขึ้น ความยืดเยื้อของสงครามจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย

การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 สะท้อนบทบาทสำคัญของนโยบายการคลังในการประคองเศรษฐกิจ มากกว่าการฟื้นตัวจากแรงส่งเชิงโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะสงคราม ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบต่าง ๆ ในช่วงที่เหลือของปี